โรงพิมพ์แบงก์ไหม้ กำแพงบ้านใหญ่ยังแน่นปึ้ก ภาพรวมสนามเลือกตั้งท้องถิ่น ศึกชิงนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด และสมาชิกอบจ.ทั่วประเทศ หลายจังหวัด พรรคเพื่อไทย ยี่ห้อ “ทักษิณ ชินวัตร” ปักหลักครองที่มั่นในภาคเหนือ ภาคอีสาน พรรคประชาธิปัตย์ รักษาพื้นที่เก่งในปักษ์ใต้ ค่ายภูมิใจไทยปักธงยึดเมืองขึ้นได้หลายจังหวัด“นอมินี” ค่ายพลังประชารัฐ ถิ่นของแกนนำเบอร์ใหญ่ก็ไม่ตกขบวนส่วนทีมสีส้มของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หลุดเป้า ทำได้แค่เขย่าโรงพิมพ์แบงก์ “บ้านใหญ่”ตามภาพข่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทีมจับทุจริตของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไล่ตามประกบ ล็อกคอ “หัวคะแนน” พร้อมของกลางเงินเป็นฟ่อนๆ แนบบัญชีผู้มีสิทธิลงคะแนนจำนนต่อหลักฐานคาหนังคาเขา รับสารภาพซื้อเสียงข้างคูหาเหตุเกิดแม้แต่เมืองตรัง ถิ่นคนชื่อ “ชวน หลีกภัย” สะท้อนเดิมพันยึดฐาน อบจ. ทุ่มกัน หมดหน้าตักบทสรุป พลังคนรุ่นใหม่ยังไม่แรงพอเจาะด่านธรรมชาติของการเมืองระดับท้องถิ่น ระบบอุปถัมภ์ยังครองสังคมต่างจังหวัดเครือข่าย “หัวคะแนน” ยังทรงอิทธิพล มีผลต่อฐานการเมืองของนักเลือกตั้ง “ขาใหญ่” ในพื้นที่ แต่นั่นไม่เท่ากับปัจจัยสนับสนุนทั้งเสบียงกรัง อิทธิพลอำนาจมืด และอำนาจรัฐสารพัด “ตัวช่วย” นอกกติกา ชี้ขาดเหนือกระแส แต่ที่แน่ๆยังเฮได้ไม่สุดเสียง ในอารมณ์ของ “เสี่ยหนู” นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและ รมว.สาธารณสุข หัวหน้าค่ายภูมิใจไทย ที่ดาหน้ายึด อบจ.ได้ตามยุทธศาสตร์เสริม “นั่งร้าน” เพิ่มโอกาสไปสู่เป้าหมายคว้าดาวเกมปูฐานเสียงการเมืองไปสู่เก้าอี้นายกรัฐมนตรีทำได้เข้าเป้า ผลเลือกตั้งท้องถิ่นออกมาเข้าทาง แต่มันดันหักมุมกับสถานการณ์ไวรัสมรณะอย่างจังจังหวะ “หมอหนู” สะดุดโควิด-19 หน้าทิ่ม หัวคะมำปรากฏการณ์กระแสแฮชแท็ก#ขึ้นอันดับหนึ่ง โลกโซเชียลฯ โห่ไล่ปลดรองนายกฯและ รมว.สาธารณสุข พ้นเก้าอี้ โดนอำย้อนคอหอย “โควิด กระจอก” ย้อนยอกวลี “โควิด แค่ไข้หวัด”อารมณ์สังคมหมั่นไส้ “หมอหนูพังเพราะปาก”ตกเป็นเป้าโฟกัส ชาวบ้าน “แพนิก” ตื่นกลัว พาลหาคนรับผิดชอบกับความผิดพลาด รัฐบาล “การ์ดตก” ไร้ประสิทธิภาพปล่อย “พม่าล้อมเมืองหลวง” ไวรัสมรณะโควิดบุกประชิดกรุงเทพฯทุกทิศทุกทางตัวเลขผู้ติดเชื้อภายในประเทศพุ่งพรวดอย่างไม่ทันตั้งตัวสิ่งที่ประชาชนหวาดกลัวกลายเป็นจริง ทั้งๆฉากสถานการณ์ประเทศเพื่อนบ้านอย่างพม่าระบาดหนัก ยังไงก็ต้องทะลักชายแดน แต่เหมือนรัฐบาลแทบไม่ได้เตรียมการตั้งรับในขีดระดับสูงสุดได้แต่ท่องสคริปต์ “เอาอยู่” สุดท้าย “ด่านแตก”รัฐบาล “หน้าแหก” ต้องให้หมอใช้คำว่า “การระบาดระลอกใหม่” ไม่ใช่ “การระบาดระลอกสอง” เพราะเหตุเกิดในกลุ่มแรงงานพม่า ไม่เชื่อมโยง กับการระบาดรอบแรกในเวทีมวยกับผับในเมืองกรุงภาวะผู้นำอย่าง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม สะดุ้งโควิดสุดตัวแต่ไม่กล้าประกาศปิดเมือง แหยงสะเทือนเศรษฐกิจถ้าดิ่งเหว “คนละครึ่ง” ดึงยังไงก็ไม่อยู่ประกอบกับเงื่อนไขสถานการณ์ทางการเมือง กระแสมวลชนรุ่นใหม่ นักเรียน นิสิต นักศึกษา กำลังยกระดับการไล่รัฐบาลทหารเฒ่า 3 ป. ทำให้ยากต่อการ “ล็อกดาวน์”ไฟต์บังคับบีบให้ผู้นำรัฐบาลต้อง “เสี่ยง” ท้ามัจจุราชท่ามกลางอาการหวาดผวา ไม่ใช่แค่ชาวบ้านธรรมดา แม้แต่พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯกทม.ยังต้องรีบแถลงมาตรการเข้มสกัดโควิดรอบใหม่ สั่งยกเลิกการจัดงานฉลองปีใหม่ ขอร้องแกมบังคับภาคเอกชนให้หยุดกิจกรรมที่เสี่ยงชุมนุมจำนวนมาก“ล็อกดาวน์” แทน “เคาต์ดาวน์” ตามเงื่อนไขสถานการณ์ที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อไวรัสมรณะที่ดีดขึ้นรายวัน แนวโน้มโผล่ตรงนั้นตรงนี้ตามแรงงานต่างด้าวที่กระจายอยู่ทุกทิศทุกทางถึงจุด “ซุปเปอร์สเปรดเดอร์” เมื่อไหร่ ก็จองศาลาได้ไฟต์บังคับ ไหลถึงจุดต้อง “ล็อกดาวน์” ปิดเมือง แต่ตามท้องเรื่องจะตรงกันข้ามกับภาคแรก “โควิด-19” ระลอกสองจะไม่ใช่ “ตัวช่วย” ไล่ม็อบเด็กไม่ให้ชุมนุมบนถนน ทำให้ “บิ๊กตู่” ได้ทีหลบฉากกระแสไล่เพราะโดยเงื่อนไขมันจะยิ่งซ้ำ ทำลายภูมิต้านทานผู้นำ “โบแดง” รับมือโควิดกลายเป็น “โบดำ”“ความชอบธรรม” ยื้ออยู่ แทบไม่เหลือเลย.ทีมข่าวการเมือง รายงาน