ปมขัดแย้งระหว่าง “ช้างป่ากับคน” เข้ามากินพืชผลผลิตเกษตร สร้างความเดือดร้อนโกรธแค้นทวีความรุนแรง สะสมมานานนับสิบปี กลายเป็นชนวนเหตุ “ทำร้ายช้างป่า” บาดเจ็บและเสียชีวิตบ่อยครั้งนี้สาเหตุจากการขยายตัวชุมชน และความเจริญทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้แหล่งอาหารในป่าลดลง ขณะที่ “ช้างป่า” กลับออกลูกออกหลานเพิ่มขึ้น ทำให้แหล่งอาหารไม่เพียงพอต้องมาหากินนอกป่าแทน สร้างความเดือดร้อนให้เกษตรกรต้องไล่ด้วยวิธีรุนแรง ทั้งวางยา วางตะปูเรือใบ ยิงช้าง ในบางวิธี “ช้างป่าหงุดหงิด” ทำร้ายคนก็มีอยู่เช่นกันโดยเฉพาะ “พื้นที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี” ในปี 2538-2546 เริ่มมีเหตุการณ์ “ช้างถูกฆ่าตายนับสิบตัว” ที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องต่อมาในปี 2555-2561 ตามข้อมูลโครงการการวิจัยและพัฒนาระบบเพื่อการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับช้างป่าอย่างสันติบนฐานพลเมืองมีส่วนร่วมและงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น สก.สว. ระบุว่า มีเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่า 107 เหตุ คนบาดเจ็บ 30 คน เสียชีวิต 45 คน ช้างบาดเจ็บ 7 ตัว และตาย 25 ตัว ต้นเหตุหลัก...“ช้างป่าตายและบาดเจ็บ” ที่เกิดจากความขัดแย้ง คือ เกิดจากรั้วไฟฟ้า รถยนต์ชน และถูกทำร้ายจากการผลักดันช้างออกจากพื้นที่เกษตรกรรม ส่วน “คนบาดเจ็บและเสียชีวิต” ถูกช้างทำร้าย เพราะทำการผลักดันออกจากพื้นที่การเกษตร ในพื้นที่อนุรักษ์ที่มีช้างป่า 41 แห่ง โดยเฉพาะป่าตะวันออกและป่าตะวันตกตอกย้ำ...ความขัดแย้งนี้ในปี 2562 มีช้างป่าถูกทำร้ายเสียชีวิต 5 ตัว เขตป่าตะวันออก 5 ตัว ในปี 2563 เขตอุทยานแห่งชาติกุยบุรี 4 ตัว คือ วันที่ 31 พ.ค. ช้างป่าถูกยิงตาย วันที่ 2 มิ.ย.ถูกไฟฟ้าช็อตตาย วันที่ 12 มิ.ย.ถูกยิงตาย และวันที่ 28 มิ.ย. ถูกเจ้าของไร่มะม่วงยิงตายความขัดแย้งระหว่างช้างป่ากับเกษตรกรทำกินบริเวณพื้นที่โดยรอบแนวป่านี้ นเรศณ์ เสือทุเรียน ผจก.โครงการอนุรักษ์สัตว์ป่ากุยบุรี WWF-ประเทศไทย บอกว่า ปัญหาช้างป่ารบกวนพื้นที่เกษตรกรรมก็ยังค่อนข้างรุนแรงเช่นเหมือนอดีต และยังเป็นช้างป่ากลุ่มเดิมที่มีการออกทุกวัน ตามแนวเขตอุทยานแห่งชาติกุยบุรีด้านทิศตะวันออก ที่มีจำนวนครั้งที่บ่อยขึ้น ทั้งตอนบน ตอนกลาง และตอนล่าง โดยเฉพาะช่วงหน้าแล้งเดือน ก.พ.-พ.ค. มีช้างป่าออกมาเฉลี่ยคืนละ 10 กว่าจุดด้วยซ้ำกระทั่งในปี 2561 มีการติดตั้งกล้อง 25 จุด ในพื้นที่ตอนกลางของอุทยานแห่งชาติกุยบุรี เช่น หมู่บ้านย่านซื่อ และหมู่บ้านรวมไทย พบช้างป่าออกนอกพื้นที่ 958 ครั้ง ทำลายพืชการเกษตร 235 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 24.53ในปี 2562 มีการติดตั้งระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Kuiburi SMART early warning system) และเพิ่มเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังเข้มงวดขึ้น ทำให้มีช้างป่าออกนอกพื้นที่ 985 ครั้ง ทำลายพืชผลเกษตร 44 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 4.47 และในปี 2563 มีช้างป่าออกมาทำลายพืชการเกษตรลดลง แต่ปัญหาก็ยังไม่หมดไปโดยสิ้นเชิงจริงแล้ว...เหตุความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าในพื้นที่ไม่ได้รุนแรง ตามที่คนนอกพื้นที่เข้าใจกัน แต่ด้วยปัญหานี้เกิดจากแนวคิดของคนบางกลุ่มที่หวังผลประโยชน์ ในเรื่องงบประมาณการจัดซื้ออุปกรณ์ป้องกัน โดยเฉพาะ “รั้วกันช้างป่า” ที่มีราคาค่อนข้างสูง 1 กม.ต่อ 1 ล้านบาท ทำให้มีกระแสดูเหมือนขัดแย้งกันรุนแรงเรื่องนี้...“ชาวบ้านบางคน” ก็คัดค้านการติดตั้งรั้วกันช้างป่านี้ เพราะเป็นเรื่องยากที่รัฐบาลจะให้งบประมาณมาติดตั้งควบคุมทุกพื้นที่ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ “จุดไม่มีรั้วป้องกัน” ย่อมเป็นปัญหาช่องโหว่ และเป็นช่องทางของช้างเดินเข้าออกป่า กลายเป็นความขัดแย้งทางแนวคิดในอนาคตก็ได้“ความขัดแย้งนี้มักเป็นเรื่องรายบุคคล เพราะบางคนรู้สึกเครียดจากกรณีช้างป่าเข้าไปกินพืชผลเกษตรเสียหายบ่อยๆ ทำให้ต้องไปนอนเฝ้าระวังช้างป่า ในบางครั้งพลั้งมือใช้อาวุธร้ายแรง ส่งผลให้ช้างป่าเลือดตกยางออก สะท้อนภาพรวมในพื้นที่มีความรุนแรงตามมา แต่ส่วนใหญ่ไม่มีจุดประสงค์ทำร้ายให้ถึงตาย” นเรศณ์ ว่า ตอนนี้การแก้ปัญหาช้างป่าออกมากินพืชผลเกษตรชาวบ้านดีที่สุด คือ ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันตามศักยภาพ เช่น กรมอุทยานแห่งชาติฯ มีเจ้าหน้าที่ก็เพิ่มกำลังพลเข้าในการป้องกัน ส่วนภาคเอกชน มีบุคลากรชำนาญด้านเทคโนโลยีก็นำเข้าเสริมเจ้าหน้าที่ และประชาชนสามารถเป็นหูเป็นตาให้เจ้าหน้าที่ทำงานสะดวกยิ่งขึ้นแต่ปัญหามีอยู่ว่า...“คนบางฝ่าย” คิดถึงแต่ผลประโยชน์ส่วนตัวเข้ามาแก้ไขปัญหานี้ มักมีลักษณะประสานการทำหน้าที่แบบไม่สร้างสรรค์ ด้วยการ “โจมตีให้ร้ายฝ่ายอื่น” ในการทำงานไม่ประสบความสำเร็จ กลายเป็นความสับสนต่อเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ และชาวบ้านในพื้นที่ จนเกิดความขัดแย้งกันขึ้นตามมาทำให้มองว่า...ปัญหาเรื่องคนกับช้างป่าในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี ยังมีความขัดแย้งไม่มีความรุนแรงเหมือนกับพื้นที่อื่น ถ้าเปรียบเทียบกับ “ป่าตะวันออก” เพราะ “ช้างป่า” มักอาศัยอยู่นอกป่าตามไร่สวนไร่นาชาวบ้านเป็นหลัก ทำให้มีปัญหามากกว่า “ป่าตะวันตก” ที่ส่วนใหญ่ช้างอยู่ในป่า ถ้าหากออกมาก็สามารถผลักดันไล่เข้าป่าง่ายสาเหตุเพราะ “อุปนิสัยช้างป่าตะวันตก” มีลักษณะก้าวร้าว หรือความดุร้ายค่อนข้างน้อยกว่าพื้นที่อื่น ดังนั้น ในการป้องกันจำเป็นต้องระวังไม่ให้รบกวนช้างป่าเกินไป จนสร้างความตึงเครียดส่งผลต่อการกดดันให้ช้างป่าปรับเปลี่ยนอุปนิสัย กลายเป็นช้างป่าที่ดุร้ายขึ้นก็ได้ประเด็นสำคัญ...“กรมอุทยานแห่งชาติฯ” ได้น้อมนำพระราชดำรัสฯ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 5 ก.ค.2542 ต่อการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าอุทยานแห่งชาติกุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ว่า...“ช้างป่าควรอยู่ในป่า เพียงแต่ต้องทำให้ป่านั้นมีอาหารช้างเพียงพอ การปฏิบัติคือให้ไปสร้างอาหารในป่าเป็นแปลงเล็กๆ และกระจาย กรณีช้างออกมาที่ชายป่า ต้องให้ความปลอดภัยกับช้างป่า”ดังนั้น คณะทำงานได้ร่วมมือหาทางออกให้คนและช้างป่าสามารถอยู่ร่วมกันได้ ด้วยการน้อมนำกระแสพระราชดำรัสฯ เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหายุติข้อพิพาทระหว่างคนกับช้างป่านี้เริ่มจากการสร้างแปลงหญ้า แหล่งอาหารสัตว์ป่าเป็นแปลงเล็กๆ แหล่งน้ำ โป่งเทียม กระจายทั่วในป่า ทั้งยังปรับปรุงรักษาแปลงหญ้าต่อเนื่องประจำทุกปี ที่มีลักษณะรัศมีห่างออกจากเขตรอยต่อชุมชนไม่ต่ำกว่า 3 กม. เพื่อให้ผืนป่ามีแหล่งอาหารให้เพียงพอ ในการป้องกันสัตว์ป่าออกมานอกพื้นที่ป่าได้อีกด้วยเพราะเมื่อ 5 ปีก่อนนี้ มีการสำรวจประชากรช้างป่าแห่งนี้ด้วยการเก็บดีเอ็นเอที่ได้จากมูลช้าง พบว่ามีช้างป่าไม่ต่ำกว่า 237 ตัว ทำให้จำเป็นต้องทำแหล่งอาหารให้เพียงพอ เพื่อป้องกันช้างป่าฝูงใหญ่ออกมานอกพื้นที่ป่า ในจำนวนนี้ก็ยังมี “ช้างป่าบางส่วน” ออกมาอาศัยอยู่ขอบป่า 50 ตัว แต่ก็ยังเป็นช้างตัวเดิม ที่เคยออกมาหากินนอกป่าประจำอยู่แล้ว ดังนั้นก็ต้องป้องกันช้างกลุ่มนี้ด้วย เพื่อลดความขัดแย้งของคนกับช้างมาทำลายพืชผลเกษตรด้วยการช่วยให้ “ชาวบ้าน” มีทัศนคติที่ดีต่อช้างป่า ทำให้คนกับช้างอยู่ร่วมกันได้ ในการสนับสนุนการเฝ้าระวังช้างป่า และผลักดันช้างป่ากลับเข้าพื้นที่อาศัยของสัตว์ป่า รวมถึงส่งเสริมให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบนี้มีรายได้ทางเลือกจากกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์สัตว์ป่ากุยบุรีทำให้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้าง “มีท่าทียืดหยุ่นบรรเทาลงไปเรื่อยๆ” ด้วยความพยายามของหลายภาคส่วนช่วยกันจริงจัง โดยเฉพาะตามแนวพระราชดำรัสฯ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทำให้ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดระหว่างคนกับช้างป่าไปได้อย่างมาก เพราะในผืนป่ามีแหล่งอาหาร แหล่งน้ำ อุดมสมบูรณ์เพียงพอแต่การจะหวัง...“ช้างป่า” ไม่ออกจากป่ามากินพืชผลเกษตรอีกเลยคงเป็นเรื่องยาก เพราะพื้นที่ป่าถูกบุกรุกเพิ่มขึ้น ทำให้ขนาดป่าไม่เพียงพอต่อการรองรับประชากรสัตว์ป่าได้ทั้งหมดดังนี้การแก้ปัญหา...คงต้องทำให้ลดผลกระทบน้อยที่สุด ด้วยการสร้างความเข้าใจให้เกิดการทำงานร่วมกัน เพราะไม่มีอุปกรณ์ใดสามารถป้องกันช้างป่าได้อย่างถาวร แต่ที่ทำอยู่ตอนนี้เป็นเพียงยับยั้งชั่วคราวเท่านั้น...