ต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา มีการเลือกตั้งที่สำคัญอย่างน้อยในสองประเทศ คือการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่อยู่ห่างจากประเทศไทยคนละฟากฟ้ามหาสมุทร แต่ได้รับความสนใจจากคนไทยค่อนข้างมากกับการเลือกตั้งใหญ่ในสหภาพพม่า ซึ่งมีดินแดนติดต่อกับไทยกว่า 2,400 กม. แต่กลับมีคนไทยให้ความสนใจน้อยทั้งๆที่การเมืองไทยกับการเมืองพม่ามีอะไรหลายอย่างเหมือนกันนั่นก็คือทหารมีอำนาจครอบงำการเมืองมานานหลาย ทศวรรษ ทำให้ประชาธิปไตยล้มลุกคลุกคลาน รัฐบาลชุดแรกของพม่า หลังจากที่ได้รับเอกราช เมื่อปี 2491 เป็นรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง แต่หลังจากนั้นเพียงไม่กี่ปี ก็กลายเป็นเผด็จการเมื่อปี 2505เป็นผลของการยึดอำนาจหรือรัฐประหารของนายพลเนวิน ที่ปิดประเทศและปกครองพม่าด้วยอำนาจเผด็จการนานกว่า 50 ปี ทำให้พม่าซึ่งเคยเป็น 1 ในบรรดาประเทศที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลายเป็นประเทศ “ด้อยพัฒนา” ชาวพม่านับล้านๆคน ต้องหนีออกมาขายแรงงานในประเทศไทยรัฐบาลทหารพม่าเพิ่งจะผ่อนคลายอำนาจเผด็จการเป็นครั้งแรกหลังจากการลุกฮือของนักศึกษา ประชาชน รวมทั้งพระสงฆ์ เมื่อปี 2531 แต่รัฐบาลทหารก็ยังปกครองประเทศต่อมาอีก 20 ปี จึงประกาศใช้รัฐธรรมนูญ เมื่อปี 2553 แต่เพิ่งจะมีเลือกตั้งเสรีครั้งแรก เมื่อปี 2558 ที่พรรคเอ็นแอลดีของอองซาน ซูจี ชนะแบบฟ้าถล่มรัฐสภาพม่ามี 2 สภา ได้แก่ สภาล่างกับสภาสูงมีการเลือกตั้ง 5 ปีต่อหนึ่งครั้ง การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมา เป็นการแข่งขันกันระหว่างคู่ปรปักษ์เดิมคือพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ที่ซูจีเป็นผู้นำ กับพรรคสหสามัคคีและพัฒนา หรือพรรคกรีน (พรรคสีเขียว) ของกองทัพ ผลการเลือกตั้งยังเหมือนเดิมพรรคเอ็นแอลดีที่ยังชนะแบบฟ้าถล่มมีสิทธิเลือกประธานาธิบดี และจัดตั้งรัฐบาลปกครองประเทศ แต่ยังต้องตั้งรัฐบาลผสมกับกองทัพ ทั้งที่คุมเสียงข้างมากเด็ดขาด แต่รัฐธรรมนูญที่ร่างโดยรัฐบาลทหารสงวนที่นั่งใน 2 สภา ไว้ให้ฝ่ายทหาร สภาละ 25% และสงวนกระทรวงสำคัญ เช่น กลาโหม มหาดไทย และมั่นคงให้กองทัพนักวิชาการเรียกการเมืองพม่าขณะนี้อยู่ใน “ช่วงเปลี่ยนผ่าน” เปลี่ยนผ่านจากเผด็จการสู่ประชาธิปไตย เปลี่ยนมาหลายสิบปีแล้ว แต่ยัง “ไม่ผ่าน” เช่นเดียวกับการเมืองไทยอยู่ใน “ช่วงเปลี่ยนผ่าน” เปลี่ยนมากว่า 88 ปีแล้ว แต่ยังไม่ผ่าน ทั้งสองประเทศยังแก้รัฐธรรมนูญไม่ได้ คณะลากตั้งยังไม่โอเค.