ทุกครั้งที่เกิดความขัดแย้งทางการเมือง มักจะมีข่าวลือเรื่องรัฐประหาร ในฐานะที่เป็นทางออกหนึ่ง โดยอ้างว่าประเทศถึงทางตัน ไม่สามารถหาทางออกได้โดยสันติ ตามวิถีทางรัฐธรรมนูญ ในวิกฤติการเมืองครั้งนี้ นอกจากจะมีข่าวลือเรื่องรัฐประหารแล้ว ยังมีบางกลุ่มเรียกร้องให้ “ปฏิวัติ” ซึ่งก็คือรัฐประหารนั่นเองมีคำตอบจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี จะไม่มีรัฐประหาร ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกลาโหม ตอบว่าเรื่องเหล่านี้ต้องระมัดระวังสถานการณ์ไม่ให้บานปลาย “แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีหรือไม่มีการปฏิวัติ เพียงแต่ไม่มีใครอยากทำ” ไม่ได้ยืนยันการยึดอำนาจโดยเด็ดขาดนักวิชาการบางคนระบุว่า 88 ปีที่ผ่านมา หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ประเทศไทยมีการใช้กำลังทหารยึดอำนาจ ล้มรัฐบาลที่มาจากเลือกตั้งแล้วถึง 19 ครั้ง อยู่ในอันดับต้นๆของโลก และอาจเป็นอันดับที่ 1 ของเอเชีย มองย้อนหลังกลับไปดูในบรรดารัฐประหารสิบกว่าครั้ง ที่ครั้งใดที่สร้างคุณูปการแก่ประเทศชาติเป็นคุณูปการที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ เป็นผลงานที่จดจำจนชั่วลูกชั่วหลาน สามารถขจัดความขัดแย้ง สร้างความสมานฉันท์ได้ ดูเหมือนจะหายากเต็มที รัฐประหารส่วนใหญ่อาจทำให้เกิดความสงบได้ชั่วครั้งชั่วคราว รัฐประหารบางครั้งบานปลาย กลายเป็นความรุนแรงรอบใหม่ เช่น รัฐประหาร รสช. กับพฤษภาทมิฬ 2535รัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 โดยคณะ คสช.อ้างว่าเข้ามาเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ขจัดความขัดแย้งในสังคม สร้างความสมานฉันท์ปรองดอง และสัญญาว่าจะ “ปฏิรูป” ประเทศในทุกด้าน ตามข้อเรียกร้องของ กปปส.ที่ชุมนุมยืดเยื้อและชูคำขวัญ “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” ให้ไทยเป็นประชาธิปไตยแท้แต่ผลที่ได้รับก็คือรัฐธรรมนูญ เจ้าปัญหา รัฐบาล การเมือง และเศรษฐกิจของประเทศ และประชาชนอย่างที่เห็นๆกันอยู่ ความสงบของบ้านเมือง กลายเป็นความสงบชั่วคราว แต่เกิดความขัดแย้งทางการเมืองร้อนแรงกว่าเดิม จากการลุกขึ้น มาทวงถามสิทธิเสรีภาพ ประชาธิปไตยของกลุ่มคนรุ่นใหม่แต่กลับมีบางฝ่ายพูดถึง และเรียกร้องให้แก้ไขปัญหาการเมืองแบบเก่าๆ ที่ไม่เคยแก้ปัญหาอย่างแท้จริง ซํ้ายังทำให้ประชาธิปไตยล้มลุกคลุกคลานไม่รู้จบสิ้น แทนที่จะเรียกร้องให้ผ่าทางตันอย่างสันติวิธี ตามวิถีทางรัฐธรรมนูญ ขอวิงวอนอย่าให้ประวัติศาสตร์ซํ้ารอย การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย กลายเป็นเพื่อเผด็จการ.