ฝนหางพายุโปรยส่งท้ายปลายฤดู ปฏิทินย่างเข้าสู่เดือนพฤศจิกายน ห้วงบรรยากาศปลายฝนต้นหนาว ท้องฟ้ายังอึมครึมๆ ในจังหวะสถานการณ์ทางการเมืองยังคลุมเครือๆแม้จะผ่านช็อตสำคัญ การประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาญัตติที่คณะรัฐมนตรีเสนอขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 165 เปิดรับฟังความเห็นจาก ส.ส.และ ส.ว. กรณีปัญหาการบริหารราชการแผ่นดิน ในวันที่ 26–27 ตุลาคมแต่เงื่อนปมอำนาจประเทศไทยก็ยังไม่คลี่คลายตรงกันข้ามเหมือนยิ่งโหมดีกรี เติมชนวน เขม็งเกลียวแน่นไปกันใหญ่ในสถานการณ์แบบที่ฟากฝั่งของพรรคร่วมฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล พรรคเสรีรวมไทย ดาหน้าถล่ม “ผู้นำ” ยับเยิน “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม คือตัวต้นตอปัญหาไล่อัปเปหิให้ลาออก เร่งถอนฟืนออกจากกองไฟขู่มัดคอกลางสภา ถ้ามีเหตุนองเลือด ผู้นำระวังไม่มีแผ่นดินอยู่ตรงกันข้าม ตามอาการแข็งขืนสุดกำลัง พล.อ.ประยุทธ์ ยืนกรานเสียงแข็งกลางสภา 2–3 รอบ ยังไงก็ไม่ลาออกตามเสียงเรียกร้อง ย้อนอดีตเทียบเคียง เหตุการณ์ปี 2549 ยุคอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร และปี 2557 สมัยอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ผู้นำไม่ได้ลาออกตามที่โดนกดดันย้ำชัด ไม่มีทางหนีปัญหา ตราบใดที่ภารกิจยังไม่จบสมทบกับทีมเชียร์ลีดเดอร์ ทั้งรัฐมนตรี ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ประสานเสียง “ส.ว.ลากตั้ง” ช่วยกันปกป้อง “บิ๊กตู่” ต้องทำหน้าที่ต่อไป เพราะบริหารบ้านเมืองมากว่า 6 ปี สามารถนำพาบ้านเมืองผ่านวิกฤติและประคับประคองบ้านเมืองมาได้ไม่ได้ทำอะไรผิดที่ต้องให้ลาออกฝั่งหนึ่งยื้อ ฝั่งหนึ่งไล่ ต่างฝ่ายต่างลากธงไปคนละทางสภาพายเรือวนในอ่าง แค่พิธีกรรม “เสกน้ำลาย” อ้างความชอบธรรมเข้าข้างตัวเองแม้จะจบลงแบบไม่ได้คว้าน้ำเหลวเสียทีเดียว เพราะมติที่ประชุมยังผลักดันการตั้ง “คณะกรรมการสมานฉันท์” เพื่อศึกษาหาทางออกจากวิกฤติการเมืองโดยผู้นำอย่าง “บิ๊กตู่” แบะท่ารับมุกกับข้อเสนอนี้เต็มกำลังท่ามกลางเสียงขานรับของ ส.ส.ฝั่งรัฐบาลและทีมวุฒิสภา แห่ยกจั๊กแร้เชียร์ ก่อนมอบธงให้ปรมาจารย์จอมเก๋าอย่างนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา รับไม้ไปดำเนินการออกแบบ กำหนดเงื่อนไข ออกแบบโครงสร้าง และก็เป็นสถาบันพระปกเกล้าฯที่รับบัญชาเป็นฝ่ายธุรการสภาจัด “พิธีกรรม” ลากปมขัดแย้งมาสู่โต๊ะเจรจา ตามหลักสากลผ่อนดีกรีม็อบร้อนๆที่กำลังลามบนถนนแต่จะได้ผลมากน้อยแค่ไหน ยังไม่มีหลักประกันสำหรับเกมอำนาจแบบไทยๆที่สภาแฝงไปด้วยเหลี่ยมอำนาจและผลประโยชน์ของนักเลือกตั้งอาชีพที่เจือผสมกับเกมลากยาวอำนาจท็อปบูตทับซ้อนกับเป้าหมายเพื่อชาติบ้านเมืองโดยส่วนรวมอย่างที่เห็นแค่ยังไม่ทันเริ่มต้นก็ส่อฟาวล์ ตามเค้าลางแบบที่แกนหลักฝ่ายค้านอย่างพรรคเพื่อไทย แถลงปฏิเสธทันควันบอกปัดไม่ร่วมสังฆกรรมกับคณะกรรมการสมานฉันท์ไม่มีวันหลงเหลี่ยมเกมยื้อลากยาวของรัฐบาลยืนกรานเลยจุดเจรจา สถานการณ์สุกงอม พล.อ.ประยุทธ์ ต้องลาออกสถานเดียว ขณะที่พรรคก้าวไกล ทีมของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ก็ไม่มีสัญญาณตอบรับเทียบเชิญร่วมวงเจรจา แค่ตีกรรเชียง รอประเมินเงื่อนไขสถานการณ์ฝ่ายค้านหันหลังให้ โต๊ะพูดคุยสมานฉันท์ยังไงก็ไม่ครบทุกฝ่ายซึ่งก็เป็นอะไรที่ว่ากันไม่ได้ ในเมื่อฝั่งรัฐบาลเองที่ส่อพฤติการณ์ไม่น่าไว้วางใจมาตั้งแต่คิวที่ประชุมสภาพิจารณาญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดันเกมตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาแล้วศึกษาอีกสับขาหลอกมวลชน “ราษฎร” ที่รอฟังคำตอบสุดท้าย“ลูกเขี้ยว” ของคนแก่ ทำให้เด็กรุ่นใหม่ระแวงความจริงใจอย่ากระนั้นเลย อาการแบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ ออดอ้อนขอให้เชื่อใจตนเองสักครั้ง เรียกร้องให้ทุกฝ่ายหันมาพูดจากันเพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้ แต่ก็ไม่วายเหน็บม็อบเด็กเป็นนัย ตนเองยังกังวลว่าจะพูดกับใคร จะเจรจากับใคร เพราะไม่มีใครเป็นหัวหน้า ทุกคนเป็นหัวหน้าหมดลึกๆ ผู้นำก็ไม่ได้ลดละอัตตา ยังคงความเป็นตัวตนที่แน่ๆ โดยพฤติการณ์ที่สวนทางกัน ปากนายกฯบอกไม่รู้จะเจรจากับใครเพราะม็อบไร้แกนนำ แต่อีกทางก็เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่แจ้งความดำเนินคดีกลุ่มผู้ร่วมชุมนุมแบบรายวันล็อกหัวขบวนคนสำคัญไปขังยาวอยู่ในเรือนจำพฤติกรรมการกระทำของฝ่ายคุมอำนาจรัฐ สวนทางกับความพยายามเปิดโต๊ะเจรจาจากสถานการณ์ที่ย้อนแย้ง มันก็พอเห็นคำตอบได้ล่วงหน้าไม่ยาก มุกตั้งกรรมการสมานฉันท์หาทางออกวิกฤติความขัดแย้งทางการเมือง ตามท้องเรื่องซ้ำๆมุกเดิมๆหนีไม่พ้น “เก็บเข้าลิ้นชัก” ตามฟอร์มณ จุดที่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลขุมอำนาจ 3 ป. ไม่ยอมให้หักมุมจบเหมือนเดิมอีกต่อไปภายใต้เงื่อนไขสถานการณ์ม็อบนอกสภาระอุขึ้นทุกขณะเสียงสะท้อนจากเด็กนักเรียน นิสิต นักศึกษา แนวร่วมกลุ่มราษฎร ประกาศยกระดับการชุมนุมกดดัน ตราบใดที่ข้อเรียกร้องกลุ่มผู้ชุมนุมยังไม่ได้รับการตอบสนองและที่ต้องระวัง จังหวะม็อบเสื้อเหลืองที่ผุดขึ้นมาประชันกับแนวร่วมคนรุ่นใหม่ตามรูปแบบการเคลื่อนไหวที่เริ่มจากจังหวัดพื้นที่ของ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ การจัดวางกำลังของอดีตแกนนำกลุ่มแนวร่วม กปปส.ที่จัดชุมนุมเชิงสัญลักษณ์ เบิ้ลบลัฟกระแสกับม็อบราษฎรตอกลิ่มความแตกแยก แบ่งเด็กกับคนแก่ เร้าดีกรีความเกลียดชังเพิ่มขึ้นทุกวัน“ม็อบฟันปลอม” คำรามใส่ “ม็อบฟันน้ำนม”ปรากฏการณ์ถึงขั้นลงมือลงไม้ แนวร่วมกลุ่มเสื้อเหลืองทำร้ายนักศึกษาที่จัดกิจกรรมในมหาวิทยาลัย รามคำแหงเหตุการณ์แม่ค้าตบหน้านักเรียนที่สถานีรถไฟอยุธยา เพราะไม่พอใจเด็กไม่ยืนเคารพธงชาติ หรืออารมณ์แบบที่ดาราขาใหญ่ประกาศตบเด็กพฤติการณ์หมิ่นสถาบันบรรยากาศแตกแยก ไหลลามลึกสุดในประวัติศาสตร์ไทยแน่นอน คนที่ต้องรับผิดชอบสูงสุดหนีไม่พ้น “ผู้นำ”นับวันฉากสถานการณ์ยิ่งตอกย้ำสถานะ พล.อ.ประยุทธ์ ถูกล็อกเป็น “เงื่อนไข” ความขัดแย้งชนวนอันตราย นำไปสู่ความรุนแรงลำพังไม่ใช่แค่ฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล พรรคเสรีรวมไทย ที่รุมประทับตรา “บิ๊กตู่” คือ “ตัวปัญหา” ต้องลาออก เพื่อดึงฟืนออกจากกองไฟล้อไปกับเสียงของเด็กนักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่เรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องลาออกสถานเดียวโดยม็อบราษฎรไม่ขัดข้อง ถ้าจะมีการเลือกนายกรัฐมนตรีกันใหม่ในสภา เพื่อตั้งรัฐบาล ทำการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไปพร้อมๆกับการบริหารฟื้นฟูเศรษฐกิจขณะเดียวกันเริ่มมีเสียงจากนักคิด นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญการเมืองที่ฟันธง รัฐบาลต้องแยกตัวออกจากสถาบัน การปกป้องตัวเองของรัฐบาล “ประยุทธ์” ไม่ใช่การปกป้องสถาบันแต่นั่นก็ไม่กังวานเท่ากับเสียงของแนวร่วมฝั่งเดียวกันล่าสุดนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาตั้งคำถามดังๆ “นายกฯได้ยินเสียงเรียกร้องให้ลาออกหรือไม่” สื่อเป็นนัยแนะผู้นำต้องทำความเข้าใจข้อเสนอของเด็กรุ่นใหม่ไล่กันนิ่มๆตามสไตล์ “ผู้ดีรัตนโกสินทร์”หรือมุกบู๊ล้างผลาญแบบ “เดอะลิ้ม” นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำค่ายพันธมิตรฯ สื่อรุ่นใหญ่ ที่ทะลุกลางปล้อง ชงให้กองทัพรัฐประหาร ถวายคืนพระราชอำนาจไล่พี่น้อง 3 ป. ลุกออกจากวงจรรัฐบาล เพื่อตัดเงื่อนไขต่อต้านฝ่ายหนุน ฝ่ายต้าน เสียงจากทุกฝ่ายสะท้อนออกมาโทนเดียวกัน ต้อน “ประยุทธ์” เข้ามุมอับไฟต์บังคับ “ผู้นำ” ต้องถอยสุดซอย.“ทีมการเมือง”