อัยการสูงสุดสั่งฟ้อง “บอส อยู่วิทยา” 2 ข้อหา ขับรถประมาท เป็นเหตุให้เฉี่ยวชน ผู้อื่นถึงแก่ความตายและเสพโคเคน พร้อมเร่งให้พนักงานสอบสวนนำตัวมาฟ้อง ขณะที่รองโฆษก อสส.ชี้ ไม่ได้เป็นการเปลี่ยนแปลงคำสั่งของ “เนตร นาคสุข” แต่อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.องค์กรอัยการ เรียกสำนวนมาแล้วตั้งคณะทำงานพิจารณา ถือเป็นการเริ่มสั่งคดีใหม่ตามพยานหลักฐานใหม่ ไม่เกี่ยวข้องกับการสั่งคดีก่อนหน้านี้ซึ่งจบไปแล้วภายหลังนายวิชา มหาคุณ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาที่อยู่ในความสนใจของประชาชน กรณีอัยการสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา ทายาทเครื่องดื่มชูกำลังยี่ห้อดัง ขับรถสปอร์ตเฟอร์รารี่ ชน ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ ผบ.หมู่งาน ปราบปราม สน.ทองหล่อ เสียชีวิตบนถนนสุขุมวิท เมื่อวันที่ 3 ก.ย.55 ขณะที่บอสยังหลบหนีอยู่ต่างประเทศ สรุปผลการตรวจสอบเสนอ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เอาผิดผู้เกี่ยวข้องกว่า 10 คน พร้อมส่ง ป.ป.ท.เป็นหน่วยงานหลักรับดำเนินการต่อ ล่าสุด “วิษณุ เครืองาม” แจง ป.ป.ท.ส่งผลตรวจสอบคดี “บอส อยู่วิทยา” ของชุด “วิชา มหาคุณ” ไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 5 แห่ง เรียบร้อยแล้ว สั่งให้รายงานความคืบหน้าเบื้องต้นกลับมาภายใน 7 วัน ส่วนจะแถลงต่อสาธารณชนหรือไม่ ป.ป.ท.จะเป็นผู้ตัดสินใจตามที่เสนอข่าวไปนั้นความคืบหน้าเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 18 ก.ย.63 ที่สำนักงานอัยการสูงสุด อาคารแจ้งวัฒนะ มีการแถลงข่าวของสำนักงานอัยการสูงสุด จากคำสั่งอัยการ สูงสุดที่ 1400/2563 ลงวันที่ 4 ส.ค.63 ตั้งคณะทำงานพิจารณาสำนวนคดีดังกล่าวตาม ป.วิ.อาญามาตรา 147 ที่นายอิทธิพร แก้วทิพย์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญา เป็นหัวหน้าคณะทำงาน ร่วมกับนายชาญชัย ชลานนท์นิวัฒน์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญา นายประยุทธ เพชรคุณ อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 3 และนายชัชชม อรรฆภิญญ์ อธิบดีอัยการสำนักงานต่างประเทศ แถลงความคืบหน้าในคดีว่า เมื่อวันที่ 10 ส.ค.63 คณะทำงานได้ร่วมกันพิจารณาสำนวน และบันทึกความเห็นตามคำสั่งดังกล่าวข้างต้น มีคำสั่งให้พนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ สอบสวนเพิ่มเติมหลายประเด็น ต่อมาวันที่ 31 ส.ค.63 และวันที่ 9 ก.ย.63 พนักงานสอบสวน ได้ส่งผลการสอบสวนเพิ่มเติมจนครบถ้วน ต่อมาวันนี้ (วันที่ 18 ก.ย.63) คณะทำงานได้ร่วมกันพิจารณาสำนวนพร้อมผลสอบสวนเพิ่มเติมทั้งหมดแล้วมีความเห็นโดยเอกฉันท์ดังนี้1.คดีปรากฏพยานหลักฐานใหม่และเป็นพยานสำคัญแก่คดีซึ่งน่าจะทำให้ศาลลงโทษผู้ต้องหาได้ สั่งฟ้องนายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา ผู้ต้องหาในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนผู้อื่นถึงแก่ความตายตาม ป.อาญา มาตรา 291 โดยแจ้งให้พนักงานสอบสวนนำตัวนายวรยุทธมาเพื่อฟ้องต่อไป 2.คดีมีพยานหลักฐานทั้งปรากฏในสำนวนอยู่เดิมและได้จากการสอบสวนเพิ่มเติมแน่นแฟ้นมั่นคงว่าขณะเกิดเหตุ ผู้ต้องหาเสพโคเคนอันเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 เห็นควรสั่งฟ้องนายวรยุทธ ผู้ต้องหาในข้อหาเสพยาเสพติดให้โทษ ประเภทที่ 2 (โคเคนหรือโคคาอีน) โดยผิดกฎหมาย ตามพ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 58, 91ขณะที่นายประยุทธ เพชรคุณ อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 3 ในฐานะรองโฆษก อสส. กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับคดีนี้ที่คณะทำงานมีคำสั่งฟ้องคดีใหม่ 2 ข้อหา มองว่าจะเป็นการกลับคำสั่งของนายเนตร นาคสุข รอง อสส.ซึ่งมีระดับสูงกว่า และสามารถสั่งใหม่ได้หรือไม่นั้นว่า คำสั่งของคณะทำงานชุดนี้ไม่ได้เป็นการเปลี่ยนแปลงคำสั่งของนายเนตร ที่ออกคำสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ เนื่องจากการสั่งคดีของคณะทำงานชุดนี้อาศัยอำนาจตามมาตรา 19 ของ พ.ร.บ.องค์กรอัยการ ที่บัญญัติไว้ว่า อัยการสูงสุดสามารถเรียกสำนวนทุกสำนวนมาสั่งคดีได้ คดีนี้อัยการสูงสุดอาศัยอำนาจตามมาตราดังกล่าวเรียกสำนวนมาแล้วตั้งคณะทำงานขึ้นมาพิจารณาสั่งคดี ถือเป็นการเริ่มสั่งคดีใหม่ตามพยานหลักฐานใหม่ ไม่เกี่ยวข้องกับการสั่งคดีของนายเนตรก่อนหน้านี้ซึ่งจบไปแล้ว ไม่ใช่คณะทำงานไปกลับความเห็นและคำสั่งของนายเนตร ขั้นตอนต่อไปหลังจากที่คณะทำงานมีคำสั่งฟ้องในวันนี้แล้วจะต้องแจ้ง ให้พนักงานสอบสวนนำตัวผู้ต้องหามาเพื่อยื่นฟ้องต่อศาลด้านนายชัชชม อรรฆภิญญ์ อธิบดีอัยการสำนักงานต่างประเทศ กล่าวถึงขั้นตอนการนำตัวผู้ต้องหามาฟ้องว่า เมื่อมีคำสั่งฟ้องแล้ว ตามระบบ กฎหมายเมืองไทย เมื่อฟ้องใครต้องมีตัวมาส่งฟ้องด้วย ในกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาระบุไว้ชัดเจนเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะต้องไปนำตัวมา หรือจัดการตามหมายจับ ที่ผ่านมานายวรยุทธอาศัยอยู่ต่างประเทศ ต้องเป็นหน้าที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติที่จะทำเรื่องเข้ามาใหม่ ทั้งนี้ เมื่อปี 2560 สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เคยทำเรื่องเข้ามาแล้วขอให้นายวรยุทธเป็นผู้ร้ายข้ามแดน แต่เมื่อปรากฏว่ามีข้อหาใหม่ เดิมมีข้อหาขับรถโดยประมาท และปัจจุบันมีข้อหาเสพยาเสพติดที่เป็นข้อหาใหม่ เพราะฉะนั้นคำร้องขอเดิมตั้งแต่ปี 2560 ใช้ไม่ได้แล้ว ต้องทำใหม่และพิสูจน์ชัดเรื่องที่อยู่ สำหรับการส่งผู้ร้ายข้ามแดนนั้น ตำรวจต้องแสดงหลักฐานที่ชัดเจนว่า นายวรยุทธหลบหนีอยู่ที่ไหนเพื่อให้ตำรวจในประเทศนั้นๆไปขอศาลออกหมายจับได้ เมื่อจับตัวได้ก็จะนำตัวเข้าสู่กระบวนการ และต้องรอคำสั่งของศาลระบุว่าตัวบุคคลนั้นเป็นผู้ร้ายข้ามแดนถึงจะส่งตัวมาไทยได้นายประยุทธเสริมว่า สิ่งที่อัยการอยากจะแจ้งคือ ได้สั่งฟ้องนายวรยุทธแล้ว แต่กระบวนการที่จะได้ตัวมาส่งฟ้องนั้นอย่างช้าควรจะได้ตัวมาฟ้องภายใน 3 ก.ย.65 เพราะว่าข้อหาเสพสารเสพติดจะหมดอายุความ ฉะนั้นสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็คงจะไม่นิ่งนอนใจ แล้วถ้าจะขอได้ผ่านสื่อมวลชน ซึ่งมีกระแสการนำเสนอข่าวอย่างต่อเนื่องหลายปีมาแล้ว เชื่อว่านายวรยุทธคงติดตามข่าวที่สื่อมวลชนกำลังนำเสนออยู่ และนายวรยุทธก็ได้ยื่นขอความเป็นธรรมเข้ามาหลายครั้งเช่นกัน อยากให้เข้ามาสู่กระบวนการยุติธรรมก็จะได้ข้อยุติ ถูกผิดค่อยว่ากันในศาล เพราะฉะนั้นคนที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งนายวรยุทธควรจะเดินเข้าสู่กระบวนยุติธรรมขณะที่นายชาญชัย ชลานนท์นิวัฒน์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญา กล่าวว่า สิ่งที่ช่วยได้คือพยานผู้เชี่ยวชาญใหม่ จากพยานเดิมเคยมีความเห็นเกี่ยวกับความเร็วรถไม่เกิน 80 กม./ชม. ไม่มีพยานผู้เชี่ยวชาญ 2 ท่านปรากฏ จากข้อเท็จจริงคดีนี้สั่งไม่ฟ้อง มีความเห็นขึ้นมาใหม่รับฟังได้เป็นพยานหลักฐานใหม่ เราเอาข้อเท็จจริงนี้เข้ามาตามกฎหมาย ข้อเท็จจริงเรื่องยาเสพติด ทำให้นายวรยุทธไม่อาจขับรถได้อย่างคนธรรมดา และผู้เชี่ยวชาญคิดคำนวณความเร็วรถแล้ว สิ่งที่เหมือนกันคือ เกิน 100 กม./ชม. ทั้ง 2 ความเห็นโดย ดร.สามารถ ให้ความเห็น ไว้ที่ประมาณ 110-145 กม./ชม. ส่วน ดร.สธน ให้ความเห็นไว้ที่ประมาณ 160-190 กม./ชม.เมื่อถามถึงการพิจารณาเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่คณะกรรมการตรวจสอบคดีนายวรยุทธ ชุดนายวิชา มหาคุณ เป็นประธาน ตรวจสอบพบ เช่นกรณีปรากฏข้อมูลคลิปเสียงเจรจาคดี นายชาญชัยกล่าวว่า คณะทำงานของอัยการสูงสุดใช้อำนาจตามกฎหมายปกติสั่งคดี ต่างจากความเห็นของคณะกรรมการชุดนายวิชา ถือเป็นคณะทำงานตั้งจากฝ่ายบริหาร ที่ทำความเห็นเสนอหน่วยงานต่างๆมากมาย ไม่ได้นำมาพิจารณาในเรื่องนี้ คลิปเสียงไม่ได้อยู่ในสำนวน ถูกไม่ถูกอย่างไรผู้เกี่ยวข้องต้องไปจัดการ แล้วต้องมีคนยืนยันว่าใช่หรือไม่ ส่วนที่เป็นข้อเท็จจริงนอกสำนวน เราไม่นำมาทำให้ดุลพินิจกระทบกระเทือนนายประยุทธกล่าวเสริมอีกว่า ประเด็นนี้ 1.มีคลิปเสียงจริงหรือไม่ ตอนนี้ยังไม่มีใครยืนยันชี้ชัด 2.ถ้ามีอยู่จริงเป็นเสียงของใครก็ยังไม่มีการยืนยันชี้ชัด ยิ่งไปกว่านั้นทางคณะทำงานอัยการที่แต่งตั้งตามคำสั่งของอัยการสูงสุดได้ตรวจสำนวนคดีนี้แล้ว ไม่ปรากฏว่ามีอัยการชื่อย่อ ช. เข้ามาเกี่ยวข้องในสำนวนคดีทั้งสิ้น แต่ถ้าจะไปเกี่ยวข้องในฐานะส่วนตัวของนาย ช.ซึ่งไม่รู้ว่ามีหรือไม่ ก็เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับหน้าที่ของอัยการใดๆทั้งสิ้น ต้องรับผิดชอบส่วนตัว และไม่มีผลใดๆกับสำนวนคดีนี้ ต้องให้ความเป็นธรรมกับสำนักงานอัยการสูงสุดด้วย