เกือบ 30 ปีมาแล้วที่ประเทศไทยนำระบบการกำหนดลุ่มน้ำ 25 ลุ่มน้ำหลัก 254 ลุ่มน้ำสาขา มาใช้ในการบริหารจัดการน้ำทั่วประเทศแม้จะเป็นสิ่งที่พอจะบ่งบอกได้ว่า การบริหารจัดการน้ำบ้านเราเดินทางมาถูกทิศทาง แต่กลับกลายเป็น “จุดอ่อน” ทำให้การบริหารจัดการน้ำ ของประเทศยุ่งยาก ซับซ้อน จนแทบจะเรียกได้ว่า “ไร้ประสิทธิภาพ”“ที่ผ่านมาการจัดกลุ่มลุ่มน้ำมักใช้เกณฑ์การแบ่งเขตการปกครองเป็นหลัก ไม่ได้ยึดตามขอบเขตของลุ่มน้ำ ทำให้พื้นที่ลุ่มน้ำถูกแยกออกจากกัน ไม่สามารถบริหารจัดการได้อย่างเบ็ดเสร็จ” ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะรองผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ชี้ให้เห็นถึงสาเหตุของปัญหาที่ต้องมีการปฏิรูปลุ่มน้ำกันใหม่...พร้อมยกตัวอย่างกรณี “ลุ่มน้ำปราจีนบุรี” ที่ต้องแยกจาก “ลุ่มน้ำบางปะกง” ทั้งที่เป็นลุ่มน้ำเดียวกัน ทำให้การบริหารจัดการและการพัฒนาแหล่งน้ำไม่มีความปะติดปะต่อ และขาดประสิทธิภาพ“นอกจากนั้น ระบบบริหารจัดการแบบกำหนดลุ่มน้ำดังกล่าวไม่มีกฎหมายมารองรับ ทำให้เกิดปัญหาตามมามากมาย การบูรณาการการทำงานไม่เป็นเอกภาพ ขาดความเชื่อมโยงในทางปฏิบัติของลุ่มน้ำ ขาดประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ สิทธิในการใช้น้ำ ของคนในแต่ละพื้นที่ของลุ่มน้ำไม่เสมอภาคกัน” เลยต้องมีการทบทวนขอบเขตพื้นที่ลุ่มน้ำใหม่ การศึกษาของ สทนช. รวมทั้งจัดประชุมรับฟังความคิดเห็น กับหน่วยงานและผู้มีส่วนได้ ส่วนเสียในลุ่มน้ำต่างๆ มาตั้งแต่ปี 2561 พร้อมนำระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ที่มีความละเอียดสูง มาตราส่วน 1 : 4,000 มาจัดทำเป็นฐานข้อมูล ลงบน Google Earth เพื่อให้มองขอบเขตและทิศทางของแต่ละลุ่มน้ำอย่างชัดเจน ทำให้ทราบปริมาณน้ำที่มีทั่วประเทศ สามารถนำไปบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกันได้ข้อสรุปปรับขอบเขตลุ่มน้ำ จากเดิม 25 ลุ่มน้ำหลัก 254 ลุ่มน้ำสาขา เป็น 22 ลุ่มน้ำหลัก 353 ลุ่มน้ำสาขา “ทั้งหมดเป็นพื้นที่ 25 ลุ่มน้ำเดิม เพียงแต่ของใหม่ได้คำนึงถึงสภาพอุทกวิทยา สภาพภูมิศาสตร์ ระบบนิเวศ การตั้งถิ่นฐาน การจัดผังเมือง ผังน้ำ และเขตการปกครองประกอบกัน เพื่อให้สามารถบูรณาการการบริหารจัดการทั้งลุ่มน้ำได้อย่างสมบูรณ์ เพื่อให้การบริหารจัดการท่วมแล้งซ้ำซากเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น”ดร.สมเกียรติบอกว่า นี่ถือเป็นมิติใหม่ในการทำงานเพื่อนำไปสู่การปฏิรูป 22 ลุ่มน้ำอย่างเป็นระบบ มีการส่งต่อข้อมูล ปัญหา และแผนงาน ทั้งจากล่างขึ้นบนและจากบนลงล่างทำให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของพื้นที่ได้ดีกว่าในอดีต...ที่โครงการพัฒนาแหล่งน้ำต่างๆมักถูกกำหนดมาจากส่วนกลางเพียงฝ่ายเดียว โดยที่คนในพื้นที่ไม่ได้ประโยชน์. ชาติชาย ศิริพัฒน์