“กฎหมายนิรโทษกรรม” ถูกปัดฝุ่นอีกครั้ง เมื่อ ส.ว.คำนูญ สิทธิสมาน อภิปรายในวุฒิสภา เสนอให้รัฐบาลตรากฎหมายนิรโทษกรรมให้ประชาชนจากความผิดที่เกิดขึ้น หรือเกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ปี 2548 ถึง 2563 เพราะเมื่อการเมืองขาดเสถียรภาพ ความสงบย่อมไม่ยั่งยืน ทำตามยุทธศาสตร์ชาติไม่สำเร็จเป็นการอภิปรายในการประชุม เพื่อรับทราบผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ปี 2562 กับรายงานของคณะกรรมาธิการเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ นายคำนูณชี้ว่าความผิดเกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมืองไม่ได้มีจิตเป็นอาชญากรโดยแท้ แต่ต้องการสังคมที่ดีกว่า ต้องการการเมืองใหม่ การปฏิรูปประเทศจึงควรให้อภัยในการยึดอำนาจเมื่อปี 2557 คณะรัฐประหาร คสช.อ้างว่ามีวัตถุประสงค์สำคัญ คือฟื้นฟูความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ขจัดความขัดแย้งและสร้างความปรองดองในชาติ แต่ผ่านมาแล้วกว่า 6 ปี แม้จะมีสภาปฏิรูปประเทศมาถึง 2 สภา มีคณะกรรมการศึกษาแนวทางปรองดอง ไม่ทราบว่ากี่คณะ แต่ไม่มีการปรองดองสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งของรัฐประหาร 2557 เนื่องจากรัฐบาลขณะนั้นพยายามออกกฎหมายที่เรียกว่า “นิรโทษกรรมสุดซอย” ลบล้างความผิดให้นักการเมืองทุกฝ่าย รวมทั้งความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ มีกลุ่ม ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ที่เรียกตัวเองว่า “กปปส.” ออกมาชุมนุมต่อต้าน จนร่างกฎหมายตกไป และนำไปสู่รัฐประหารเหตุออกกฎหมายนิรโทษกรรม เนื่องจากเกิดความแตกแยกในกลุ่มนักการเมือง แบ่งเป็นกลุ่มเสื้อเหลืองและกลุ่มเสื้อแดง ทุกครั้งที่พรรคของตนเพลี่ยงพล้ำในสภา กลุ่มผู้แพ้จะออกมาชุมนุมยืดเยื้อ กลายเป็นการเมืองข้างถนน และนำไปสู่ความรุนแรงอย่างน้อย 3 ครั้ง มีคณะกรรมการสร้างความปรองดอง 2 คณะแม้คณะกรรมการและองค์กรทั้งสองจะมีความเป็นอิสระอย่างสูง และมีข้อเสนอแนะที่ดี ถูกต้องตามหลักวิชาการ แต่ไม่มีใครรับไปปฏิบัติ ซ้ำยังทำตรงกันข้ามกับข้อเสนอแนะ ห้ามนิรโทษกรรมให้ตนเองและพวกพ้อง แต่รัฐบาลบางคณะกลับทำและนำไปสู่ความรุนแรง การเมืองไทยขัดแย้งกันมา 15 ปี วันนี้พูดถึงนิรโทษกรรมอีกครั้งเป็นการเรียกร้องให้นิรโทษกรรมให้ทุกฝ่าย ให้รัฐบาลที่มาจาก คสช.ตรากฎหมาย ไม่ทราบว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่ เพราะเมื่อ คสช.ยึดอำนาจก็กลายเป็นคู่ขัดแย้งเสียเอง กลุ่มผู้ยึดมั่นในประชาธิปไตยถือว่าเป็นการยึดอำนาจจากประชาชน พรรคที่รัฐบาลของตนถูกยึดอำนาจ ก็ยังอยู่ในการเมือง.