เมื่อ 14 ก.ค.ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐฯ แถลงที่ทำเนียบขาวว่าตนได้ลงนามในคำสั่งประธานาธิบดี ให้ยุติสถานะพิเศษทั้งหมดของฮ่องกง เพื่อตอบโต้ที่จีนบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่ในฮ่องกงเมื่อ 30 มิ.ย. ซึ่งเป็นการกดขี่ข่มเหงเสรีภาพของชาวฮ่องกง โดยต่อไปจะไม่มีเอกสิทธิ์พิเศษ ไม่มีสิทธิพิเศษทางเศรษฐกิจ ไม่มีการส่งออกเทคโนโลยีที่ละเอียดอ่อน ฮ่องกงจะถูกปฏิบัติเช่นเดียวกับจีนแผ่นดินใหญ่ คำสั่งดังกล่าวเป็นไปตามคำขู่เมื่อเดือน พ.ค.หลังจีนประกาศจะออก ก.ม.ฉบับนี้ทรัมป์ยังลงนามใน “พระราชบัญญัติการปกครองตนเองของฮ่องกง” ซึ่งเพิ่งผ่านสภาคองเกรสสหรัฐฯเมื่อต้นเดือนนี้ โดย พ.ร.บ.นี้จะคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่จีนและตำรวจฮ่องกงที่ใช้ ก.ม.ความมั่นคงกวาดล้างผู้ประท้วงและทำลายการปกครองตนเองและเสรีภาพของฮ่องกง อีกทั้งจะคว่ำบาตรธนาคารต่างๆ ที่ทำธุรกรรมกับคนเหล่านี้ คำสั่งของทรัมป์ยังรวมถึงให้ยกเลิกสิทธิพิเศษของผู้ถือพาสปอร์ตฮ่องกงด้วยทรัมป์ยังเผยว่าจะไม่เจรจาเรื่องสงครามการค้ากับจีนในขั้นที่ 2 หรือเฟส 2 หลังลงนามข้อตกลงเฟส 1 แล้วเมื่อเดือน ม.ค. และไม่มีแผนเจรจากับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน โดยกล่าวหาจีนปกปิดข้อมูลเรื่องเชื้อไวรัสโควิด-19 ปล่อยให้เชื้อระบาดไปทั่วโลก ทั้งที่ยับยั้งได้ตั้งแต่แรก เขายังโจมตีอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามาและอดีตรองประธานาธิบดีโจ ไบเดน ว่าที่คู่แข่งชิงประธานาธิบดีใน 3 พ.ย.นี้ว่าอ่อนแอ ปล่อยให้จีนเอาเปรียบ ปล้นเอาโรงงานและชุมชน ขโมยความลับล้ำค่าของสหรัฐฯ แต่นักวิเคราะห์ชี้ว่าทรัมป์พยายามเบี่ยงเบนประเด็นกลบเกลื่อนความล้มเหลวในการรับมือโควิด-19 ทำให้สหรัฐฯมีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตมากที่สุดในโลก เพื่อหวังผลในการเลือกตั้งด้านกระทรวงการต่างประเทศจีนแถลงประณามทรัมป์ที่ใช้มาตรการดังกล่าว ขอให้หยุดแทรกแซงกิจการภายในของจีน และขู่ว่าจีนจะตอบโต้ด้วยการคว่ำบาตรบุคคลและนิติบุคคลชาวอเมริกัน ส่วนหนังสือพิมพ์ “นิวยอร์ก ไทมส์” ของสหรัฐฯ ประกาศทางเว็บไซต์ว่าจะถอนศูนย์ข่าวดิจิทัลและทีมงานบางส่วนออกจากฮ่องกง เพราะหวั่นว่า ก.ม.ความมั่นคงฉบับใหม่จะเป็นอันตรายต่อการปฏิบัติหน้าที่สื่อของตนในฮ่องกงนักวิเคราะห์ชี้ว่า การยุติสถานะพิเศษของฮ่องกงเป็น “ดาบ 2 คม” อาจทำให้สหรัฐฯเป็นผู้แพ้เสียเอง เพราะสหรัฐฯได้เปรียบดุลการค้าทวิภาคีกับฮ่องกงมากที่สุดถึง 31,100 ล้านดอลลาร์และ 26,100 ล้านดอลลาร์ ในปี 2561 และ 2562 นอกจากนี้ยังมีชาวอเมริกันอาศัยอยู่ในฮ่องกงกว่า 85,000 คน และมีบริษัทสหรัฐฯทำธุรกิจอยู่ในฮ่องกงกว่า 1,300 บริษัท ส่วนใหญ่เป็นบริษัทด้านกฎหมาย การเงิน และบัญชี.