เบิกโรงไปแล้วกับโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” โดยให้ภาคธุรกิจบริการท่องเที่ยวลงทะเบียนก่อน จากนั้นประชาชนค่อยรุมลงทะเบียนผ่านแอปฯในวันที่ 15 กรกฎาคมที่จะถึงนี้...แล้วก็ไปเที่ยวกันแบบยาวๆไปจนถึงสิ้นเดือนตุลาคมเพื่อช่วยรัฐบาลใช้ “ท่องเที่ยว” ฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศ ขณะจีดีพี ชำรุดใกล้ติดลบ 6.5-10%...แน่นอนว่า ในช่วงเวลานี้สังคมบางส่วนก็มองต่าง ด้วยว่า...ประชาชนเพิ่งผ่านมรสุมใหญ่ ตกงาน อดอยากไม่มีรายได้เลี้ยงชีพ เงินออมที่มีอยู่ก็ถูกใช้ร่อยหรอหมดกระเป๋า บางรายซ้ำร้ายตัดสินปัญหาด้วยการฆ่าตัวตาย?แทนที่จะส่งเสริมให้คนทำกินฟื้นฟู “ครัวเรือน”...กลับปลุกให้ “เที่ยว” ขณะไม่มีข้าวสารจะกรอกหม้อ...อีกทางรัฐดูเหมือนว่าจะทำตัวเป็นม้าอารีใช้เงินกู้ 1 ล้านล้านบาทฟื้นฟู พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมรากหญ้าได้ผลสุดปลื้ม...เมื่อมีโครงการเสนอให้สภาพัฒน์ร่อนตะแกรงเสนอ ครม.ไปกว่า 4.3 หมื่นโครงการ อันไหนไม่ปังเท่า...“เราเที่ยวด้วยกัน” ที่ ททท.หารือสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง สรุปใช้ “ไทยเที่ยวไทย” ล้างพิษเศรษฐกิจซบ โดยคลังอนุมัติงบฯ 22,400 ล้านบาทไว้ให้ก่อนแล้วเมื่อกดปุ่มเข้าโหมดนี้ ผู้สันทัดกรณีด้านการท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ ประสบการณ์สั่งสมมายาวนานกว่า 25 ปี มองว่าถ้าจะให้ดีหากคิดส่งเสริมกระตุ้นกลุ่มกำลังซื้อแข็งแรงให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเที่ยวต่างประเทศมาเที่ยวในประเทศกับทดแทนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หายไป...หากเดินหน้าเช่นนี้จะรีบกดไลค์ให้เลยแต่ไม่เข้าใจ ไฉน?...ทีมเศรษฐกิจนิยมใช้ท่องเที่ยวเป็นกุญแจแก้ปัญหา อ้างคลายปมได้เร็ว ทั้งที่มีปัจจัยอื่นมากมาย อาทิ ส่งออก อุตสาหกรรม เกษตรกรรม ซึ่งขาดแรงหนุนเท่าท่องเที่ยว ขอหยิบยกกรณีตัวอย่างหากยังพอจะจำกันได้ การสร้างซุ้มขาย OTOP หน้าส้วมปั๊มน้ำมันทั่วประเทศ จ้างแบรนด์ยางรถยนต์ทำคู่มือแนะนำร้านอาหาร สองยุทธการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำนี้ใช้เงินไปเกือบ 250 ล้านบาท...โดยไม่ปรากฏการตอบรับ...ต่อเนื่องไปถึงอีกเรื่องที่แอบๆนำเงิน 9 ล้าน เลี้ยงโต๊ะจีนพรรคการเมือง ที่ยังหาจำเลยไม่ได้... ทั้งยังมีการรวยกระจุก จนกระจาย แจกเงินชิม ช้อป ใช้...กู้เศรษฐกิจ...โครงการหลัง โชคยังดีที่เลิกใช้ทัวร์ต่างชาติเข้ามารุมอีกแรงกระแสล่า...ทีมเศรษฐกิจมือวางอันดับ 1 จัดเต็มให้คนเที่ยวพร้อมขุมทรัพย์หน้าตัก...นัยว่าช่วยดับจนคนว่างงานในธุรกิจท่องเที่ยว 3 ล้านคน โดยอัดฉีดคน 10 ล้านคนไปพักผ่อน หรือ 6.62% จากประชากร 66.5 ล้านคน...เป็นความเสมอภาคทางสังคมไทยยุคนี้...ที่น่าปรบมือรัวๆเมื่อ “เที่ยวด้วยกัน” เป็น “เดอะ โชว์ มัส โก ออน” ออกแบบแพ็กเกจให้ “กำลังใจ” อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) กับบุคลากร รพ.ส่งเสริมสุขภาพตำบลรวม 1.2 ล้านคนพร้อมเงินคนละ 2,000 บาท...ครอบครัวไม่เกี่ยว ไปเที่ยวกับ บริษัทนำเที่ยวที่เอี่ยวรัฐ 2 วัน 1 คืน โดยมีกองเงินกองทองวางไว้ 2,400 ล้านบาท มโนหรือคิดวาดฝันกันไว้อีกว่า “เงิน” จะหมุนเวียนกลับ 6,500 ล้านบาท โครงการแนวนี้...ประเทศอื่นขับเคลื่อนยังไงไม่รู้? แต่บ้านนี้...อีกมุมหนึ่งแร้งกาฝูงเล็กใหญ่พากันตีปีกพึ่บพั่บ?เตรียมต้อนรับเหยื่อชิ้นใหญ่ให้รุมทึ้ง...ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่มีกันมานานแล้วจริงมากน้อยอย่างไรที่พูดเช่นนี้ เอาเป็นว่าดราม่านี้ ผู้ประกอบการทัวร์รายหนึ่งประเมินราคาค่าเช่ารถนำเที่ยวบวกที่พัก อาหาร 3-4 มื้อ ค่าเข้าแหล่งท่องเที่ยวปริ่มน้ำพอดีเคาะอยู่ที่หัวละ 2,000 บาท...แทบไม่เหลืออะไรไว้ให้แทะ“การทำนีชมาร์เก็ต นักท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่ม คนทำทัวร์รู้ดีว่า อสม.ไม่ต่างกับกลุ่ม อบจ. อบต.และเทศบาล ที่นิยมจัดท่องเที่ยวเชิงประชุมสัมมนากันประจำ จึงคุ้นกับเงินทอน 20% ใส่มือผู้บริหารจัดการกลุ่ม รวมถึงค่าภาษีส่วนต่าง...ถ้างอแงอย่าหวังจะได้ทัวร์กลุ่มนี้”เข้าทำนองวัวเคยค้าม้าเคยขี่ ไม่มีไม่ได้?...นอกจากนี้ปัจจัยลบสำคัญอีกหนึ่งปัญหาก็คือ การแข่งขันกับคนอาชีพเดียวกัน ที่อาจดัมพ์ราคาต่ำลงน่าใจหาย เพื่อชิงทัวร์มาดำเนินการให้ได้ โดยรู้ทั้งรู้ว่า...ขาดทุนตั้งแต่ทัวร์ยังไม่ขยับ แน่นอนเป็นการทำ “ทัวร์ต้นทุนต่ำ” ที่ไม่ต่าง “ทัวร์ไฟไหม้”...เริ่มจากการหารถพร้อมคนขับราคาถูกๆ ประเภทรถเก่าย้อมแมวคัตซีใหม่ ให้ได้ใบอนุญาต ล้อหมุนกันแทบไม่มีเวลาตรวจสภาพหากจะพูดกันตรงๆ...อุบัติเหตุจึงเกิดขึ้นได้จากรถขาดสมรรถนะ คนขับ “ควงกะ” ดั่งเครื่องจักรไม่มีเวลาพัก...น่ารู้กว่านั้นที่เคยเจอ รถเช่าและ บ.นำเที่ยวล้วนมีเจ้าหน้าที่รัฐร่วมหุ้นลงทุนชิงจ๊อบตัดหน้าซะเองด้วย ส่วนที่พักเลือกใช้ราคาประหยัด ลดจำนวนห้องให้พักรวม 3 คนต่อห้อง อาหารควรนั่งโต๊ะละ 8 คนกับข้าว 6–8 อย่าง...ก็ปรับเหลือ 4 อย่าง แล้วเพิ่มที่นั่งเป็นโต๊ะละ 10 คนให้ดูอบอุ่นนี่ยังไม่รวมการฟันรายได้จากสถานที่ท่องเที่ยวและร้านขายสินค้า ซึ่งยินดีจ่ายค่าหัวลูกทัวร์กับเปอร์เซ็นต์ช็อป กรณีนำเหยื่อไปให้เชือด... เหล่านี้เป็นวังๆ วนๆ ยุทธการจริงที่เกิดขึ้นในหมู่ทัวร์โจรอดเป็นห่วงไม่ได้ว่า...ไม่รู้เจ้าของงบฯ...เตรียมมาตรการรับมือ “ทัวร์เจ้ากรรม” เหล่านี้ไว้เข้มข้นสะเด็ดน้ำแค่ไหนถึงตรงนี้ให้รู้ไว้ว่า “เราเที่ยวด้วยกัน” เป็นแพ็กเกจยุบรวม “ไปเที่ยวกัน” กับ “เที่ยวปันบุญ” ให้หายสับสนกับเหล่าสาวกที่รอลงทะเบียนโดยรัฐกำหนดให้จ่ายห้องพักเอง 60% ที่เหลือ 40% รัฐตามจ่าย ไม่เกินคืนละ 3,000 บาท 5 คืน...โปรแกรมนี้ดูจะเล็งถูกเป้ากลุ่มผู้มีอำนาจซื้อสูง สามารถพักห้องละ 2,000 จ่ายแค่ 1,200 หรือ 8,000 จ่าย 5,000 รัฐอุ้มตามลิมิต 3,000 บาท...เงื่อนไขเฉพาะโรงแรมถูกกฎหมาย ซึ่งทั่วประเทศมีแค่ 20%...ที่เหลือประกอบการได้ไงไม่รู้...โหมดนี้รัฐมีโควตาให้ 5 ล้านห้องเท่านั้นเหลียวไปมองเรื่อง “ตั๋วเครื่องบิน” รัฐจ่าย 40% ไม่เกิน 1,000 บาท สัมปทาน 2 ล้านใบ ขนส่งโดยสารทางบกระบบล้อและราง ให้จ่ายเอง...เมื่อรักจะเที่ยวด้วยกัน แต่ถ้าเช็กอินโรงแรมจะได้ค่าขนมอีกคืนละ 600 บาท 5 คืน...คนไม่รู้นึกว่าชูชกกลับชาติมาเกิด ทั้งกินทั้งรับเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักพอเสียทีและ...ระหว่างประชาชนรอลงทะเบียน ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองก็โชว์กึ๋นแสดงวิสัยทัศน์ ชวนเที่ยวด้วยกัน “วันธรรมดา” ลดการกระจุกตัววันหยุดตามแหล่งท่องเที่ยวดัง แล้วค่อยมาทำงานชดเชยวันหลัง“เรื่องนี้...สงสัยไม่มีใครจับเรดาร์ให้ลุง เที่ยววันธรรมดาเป็นโครงการเก่า เริ่มปี 2548 โดยเจาะกลุ่มคนทำงานตามกะ เช่น หมอพยาบาล คนลาพักผ่อน เยาวชนปิดภาคเรียน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ 14 ล้านคน ที่เข้าสู่สังคม ส.ว.ประเภทเปราะบางเต็มรูปแบบแล้ว” ผู้สันทัดกรณีด้านการท่องเที่ยวรายเดิมว่า ถึงตรงนี้จึงอยากฟ้อง “ทีมเศรษฐกิจรัฐบาล” เมินไม่สนใจคนกลุ่มข้างต้นที่ว่ามาเหล่านี้ นี่แหละเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพที่มีทั้ง “เงิน” และ “เวลา” มากพอจะ “เที่ยวด้วยกัน” เพื่อช่วยฟื้นฟูประเทศให้ฉลุยตามเป้าส่วนเที่ยววันธรรมดาต้องย้ำชัดๆ ด้วยว่า...ปัจจุบันเกิดกระแส ดราม่าเป็นกิจกรรมเด็กเล่นขายของไปเสียแล้ว เอาเป็นว่าวงการ ท่องเที่ยวมืออาชีพมองกันว่า...ไม่ใช่ของจริง.