แวดวงข่าวของผม ก่อนสิ้นปีหัวหน้างานจะมีปาฐกถาสำคัญ จะเรียกปัจฉิมนิเทศก็ไม่ถูก เพราะมีเรื่องผูกพันไปถึงการเริ่มต้นงานใหม่ จึงควรจะเรียกปฐมนิเทศมากกว่ามีปาฐกถาหนึ่งน่าจะกว่าสิบปีมาแล้ว ทั้งลีลาและเนื้อหา ผมจำได้ไม่ลืมแทนการพูดจา...หัวหน้าหยิบแก้วดื่มตรงหน้า จิบเสียนิดหนึ่ง แล้วเริ่มประโยคแรก “น้ำนี้ดื่มได้”วางแก้วน้ำแล้วก็พูดต่อ เราก็รู้ๆน้ำนี้สะอาดพอดื่ม แต่ในความจริงทางวิทยาศาสตร์ถ้าเอาไปตรวจสอบก็จะพบว่าน้ำในแก้วมีเชื้อโรคอยู่สัก 5 เปอร์เซ็นต์จำนวนเชื้อโรคน้อยๆระดับนี้ แน่นอนร่างกายมนุษย์รับได้ เราจึงดื่มกันได้โดยไม่ต้องกลัวโรคภัยอาชีพนักข่าวพวกเราคุ้นเคยกับการฟัง ไม่ว่าจากนักการเมือง นักวิชาการ นักพูด หรือกระทั่งพระ...เรากำลังนินทาในใจ พี่เขามาไม้นี้จะต่อ “ไม้ไหน”มองแก้วน้ำแก้วนั้น...อีกที แล้วหัวหน้าก็ชี้มือมาที่พวกเราปลายนิ้วจะชี้ไปที่ใคร...คนอยู่ปลายนิ้วน่าจะรู้เอง“งานที่พวกคุณๆทำก็เหมือนกัน ผมพอรู้มาว่าบางคน” หัวหน้าเน้นเสียง “บางคน” “ทำงานมีลับลมคมในแทนการทำหน้าที่สื่ออย่างเป็นกลาง อย่างมืออาชีพ มีประเด็นน่าสนใจก็ทำมา แต่กลับทำแบบรับจ้าง”“ผมรู้การเมืองมีสองข้าง ใครจะรัก จะเลือกข้างไหน ผมเข้าใจ ผมไม่ว่า แต่ขอให้ทำมาอย่างสุจริต แต่ถ้าเรื่องไหนผมจับได้ว่าไม่สุจริต สัดส่วนของงานทุจริต ถ้ามีปริมาตรมากกว่าเชื้อโรคน้ำในแก้ว ผมจะไม่เอาไว้”ที่อื่นเรื่องถูกผิดต้องมีองค์กรพิจารณา แต่ที่นี่ผมคือศาลฎีกาตัดสินได้ทันทีเหมือนแก้วน้ำตรงหน้า ถ้าเรารู้ว่าสกปรก เชื้อโรคมีมาก ผมก็ต้องเทน้ำทิ้งปาฐกถาดุเดือดระดับนี้ไม่ค่อยมีบ่อย เรื่องเกิดนานเต็มที ผมก็จำไม่ได้แล้ว สิ้นปีนั้นหรือสิ้นปีต่อไป มีใครเหมือนน้ำที่ถูกเททิ้งบ้างผมนึกถึงปาฐกถาน้ำในแก้วที่พวกเราแอบเอามาซุบซิบกันอีกหลายปี...มาทบทวนอีกครั้งก็ตอนนายกฯประยุทธ์ท่านจัดคิวเดินสายมาคุยกับ “ไทยรัฐ” เพราะคิดว่าถ้าถูกเรียกให้เข้าวงสนทนา ถ้ามีคิว จะบอกอะไรเรื่องที่คิดได้ก็เรื่องน้ำในแก้ว...มองแบบสื่อที่มีอคติทางรัก นายกฯมากกว่าชัง ผมอยากจะบอกว่าสัดส่วนเชื้อโรคน้ำในแก้วน้ำของท่าน กำลังมากเกินรัฐบาลของท่านตอนเริ่มๆ ที่ต้อนเอาเสือสิงห์กระทิงแรดเข้าไปเป็นกองกำลังสำคัญ ผมก็พยายามมองด้านดี ถ้าท่านอ่าน ผมยกเอาเรื่อง “สือเคอะ” ของจีน สมัยจิ๋นซีฮ่องเต้...มาเขียนหลายครั้งหลี่ปู่เหว่ยที่ว่ากันว่าเป็นพ่อตัวฮ่องเต้ ลงทุนเลี้ยง “อาคันตุกะพึ่งกิน” ไว้ในบ้านถึงสามพันคนในสามพันคนมีคนเก่งทุกสาขา นักรบ นักปราชญ์ กวี ไปถึงตีนแมว ไปกระทั่งแมงดา ที่ชื่อเล่าไอ่ แล้วเอาคนพวกนี้ไปใช้เมื่อต้องการใช้ตอนใช้เล่าไอ่ไปรับงานส่วนตัวกับไทเฮา ก็กลายเป็นเรื่องเล่าไอ่เหิมเกริมสำแดงอำนาจใหญ่โต จนฮ่องเต้ต้องยกทัพไปปราบจับมาฆ่าเรื่องจีนที่ผมตั้งใจสื่อมีประเด็นว่าจะใช้ประโยชน์ก็ใช้ไป แต่ต้องคุมให้อยู่ในกำมือ เผลอปล่อยให้ใหญ่โต ผลักไสคนเก่ง คนดี ที่มีส่วนสำคัญทำให้รัฐบาลดูดีออกไป...จะเกิดภัย เหมือนกรณีเล่าไอ่ กับไทเฮาคนพวกนี้ในการเมืองสมัยใหม่ ชาวบ้านเขาจะชวนกันรังเกียจ หันไปเข้าหาคนรุ่นใหม่ที่กำลังมาแรงถึงเวลาเลือกตั้งเมื่อไหร่ พรรคท่านก็จะถูกผลักไสให้แพ้ เหมือนน้ำในแก้วที่น้ำสกปรกนักก็ถูกเททิ้ง.กิเลน ประลองเชิง