บทขึ้นต้นฉันท์บทไหว้ครูของกวี ชิต บุรทัต “ขอน้อมคุณพระคเณศ วิเศษศิลปธร เวทางคบวร กวี...ผมทึกทักเอาว่า ครูของศิลปิน...ทั้งหลายเป็นเทวดา พระเศียรเป็นช้าง งาหักข้างหนึ่งกายเป็นมนุษย์ พระนามพระพิฆเนศแต่เมื่ออ่านๆไปถึงพิธี “ครอบครู” ปีหนึ่งศิลปินจะเข้าพิธีหนึ่งครั้ง ศิลปินบางคนจิตอ่อน พอเอาพ่อครูครอบหัวก็ครูเข้า ตัวสั่นงันงกทำท่าจะกลายเป็นใครไปอีกคนมุมหนึ่งของโรงละครจะมีเสาไม้เล็กๆ ปักเอาไว้สวมครอบหัวละคร...เสาหนึ่งสูงกว่า เป็นหัวฤาษี นี่คือ “พ่อครู” ที่ทุกตัวละคร ก่อนแสดงจะต้องไหว้รู้แล้วก็รู้ต่อ ฤาษีที่ว่าเรียกพระพิราพ...มีคนเข้าใจว่าเป็นยักษ์ตนหนึ่งในรามเกียรติ์ แต่เอาเข้าจริงๆ ผู้รู้บอกว่าพระพิราพคือปางหนึ่ง ของพระอิศวรทีนี้ยุ่งละซี พระอิศวรก็เป็นครูของละครอีกองค์ในหนังสือ “อมนุษย์นิยาย” (สำนักพิมพ์รวมสาส์น พิมพ์ครั้งที่ 3 พ.ศ.2544) ส.พลายน้อย ค้นหนังสือฉันท์เยาวพจน์ ที่ปฏิภาณกวี เป โมรา แต่งสมัย ร.5 จับความได้ว่า พระอินทร์สอดส่องทิพยเนตรดูมนุษย์ ก็เห็นว่าเล่นโขน เล่นละครกันไม่เป็นจนทรงรำคาญจึงทรงสั่งพระวิษณุกรรมให้แปลงเป็นคนแก่ไปสั่งสอนให้เล่นโขนละคร จน “ก็สนุกนิครื้นเครง ทำนองเสนาะก็อลเวง ผิจะเต้นจะร้องรำ” นี่คือเรื่องที่ยืนยัน พระอินทร์ หรือบางเรื่องเล่าเป็นพระอิศวรเป็นพ่อครูของศิลปินแต่ครูโขนละคร...ไม่ได้มีพระอิศวรองค์เดียว ครูมนตรี ตราโมท เขียนไว้ในหนังสือการละเล่นของไทยว่า นายพูน เรืองนนท์ โต้โผคณะละครชาตรีสมัยเก่า เล่าว่า โรงละครชาตรีรุ่นเก่าจริงๆมีเสากลางโรงละครเสานี้ทำจากไม้ชัยพฤกษ์ เรียก “เสามหาชัย” มีความหมายแทน พระวิษณุกรรม หรือต่อมาเรียกพระวิศวกรรม ที่ตามเรื่องเล่าเดิม เป็นเทวดาองค์ที่ถูกพระอิศวรใช้ให้ลงมาสอนมนุษย์ถ้าถือว่าพระอิศวรเป็นพ่อครูคนหนึ่ง พระวิศวกรรมก็เป็น “ครู” คนที่สองมีตำนานเล่าประกอบความเชื่อนี้ว่า ครั้งหนึ่งมีมนุษย์สองสามีภรรยา พระสิงหรา กับแม่ศรีคงคา มีความสามารถในการแสดงละครชาตรีเป็นเลิศ แต่เป็นคนเข็ญใจ เที่ยวแสดงละครเร่ร่อนไปตามที่ต่างๆไม่เพียงชาวบ้านธรรมดาชักชวนกันมาดู กระทั่งนางฟ้าก็ชักชวนกันมาดูสนุกเพลินจนลืมงานรับใช้พระอิศวรพระอิศวรกริ้วตรัสว่าจะจัดละครโรงใหญ่กว่า แสดงบนเขาไกรลาส เพื่อแสดงให้รู้ว่าละครเทวดานั้นดีกว่า พระวิศวกรรมทูลเตือนพระอิศวร ทรงเป็นถึงเจ้าโลกจะทำการทับถมมนุษย์ผู้น้อยนั้นไม่ควรพระอิศวรไม่ยอม จัดแสดงละครชาตรีบนเขาไกรลาสจนได้พระวิศวกรรมเกรงว่าพระอิศวรจะทรงลงมารังแกละครพระเทพสิงหรา แม่ศรีคงคา ก็บอกมนุษย์ให้ปักเสาไว้กลางโรงละคร ผูกผ้าแดงเป็นเครื่องหมาย พระวิศวกรรมจะลงมาประทับเป็นประธาน คุ้มครองละครมนุษย์ตำนานเล่าว่า เพราะมีเทวดามาช่วย ละครชาตรีของมนุษย์ จึงยังเล่นต่อไปได้ไม่แพ้ละครบนสวรรค์ผมตั้งใจเอาเรื่องละครมาเล่าต่อ เพราะนึกเป็นห่วงนางรำละครแก้บน ศาลพระพรหมสี่แยกเอราวัณ ที่บ่นตกงานไม่มีเงิน พยายามสดับตรับฟังรายการ อาชีพที่ทางการอนุญาตก็ยังไม่มีสักทีพยายามคิดว่าพวกเธอก็แค่รำ รำและรำ ตามระยะห่างทางสังคม ไม่น่าห่วงว่าจะติดโควิด-19 กับเพื่อนนางรำ หรือกับคนที่แวะเวียนไปใกล้ แต่ประการใดเลยรัฐบาลคงมีคิวผ่อนปรนมากมายในใจ เห็นเพื่อนสื่อเขาฝากไว้หลายอาชีพ ผมขอถือโอกาสนี้ฝากพิจารณาละครชาตรีด้วย...อาชีพนี้ผมว่านะ ก็หาเช้ากินค่ำ จนเหมือนคนไทยจนๆทั่วไป.กิเลน ประลองเชิง