ท่ามกลางวิกฤติโควิด-19 (COVID-19) หรือไวรัสโคโรนาที่กำลังแพร่กระจายออกไปทั่วทุกมุมโลกดังเช่นทุกวันนี้ “หน้ากากอนามัย” ดูจะเป็นปัจจัยสำคัญลำดับแรกๆที่ทุกคนต้องหยิบขึ้นมาสวมใส่ปกปิดจมูกและปากก่อนที่จะก้าวเท้าเดินออกจากบ้านจนกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดากันไปแล้วแต่แฟนานุแฟนคอลัมน์ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียล โดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูน ลองนึกดูสิครับ ว่าตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมนุษย์มักจะสวมใส่ “หน้ากาก” หลากหลายชนิดเพื่อวัตถุประสงค์บางอย่างอยู่เสมอ เช่น หน้ากากออกซิเจนมักจะถูกนักบินหยิบขึ้นมาสวมเมื่อเกิดความผิดปกติของความดันอากาศภายในเครื่องบิน หรือแม้แต่หน้ากากแบบ “ไอ้โม่ง” ก็มักจะถูก “หัวขโมย” หยิบขึ้นมาสวมปิดคลุมใบหน้าระหว่างทำการปล้น เพื่อปกปิดตัวตนที่แท้จริงด้วยเช่นกัน ดังนั้น วันนี้เราไปตามหาเรื่องราวสนุกๆของหน้ากากกันนะครับ หน้ากากอายุ 9,000 ปีค้นพบจากอิสราเอล.นักโบราณคดีพบหลักฐานว่ามนุษย์เริ่มสวมใส่ “หน้ากาก” มายาวนานถึงร่วมเก้าพันปีแล้วครับ!! หน้ากากชิ้นแรกของโลกนี้ค้นพบจากประเทศอิสราเอลในช่วงยุคหินใหม่ (Neolithic Period) เป็นหน้ากากที่แกะสลักจาก “หิน” มีน้ำหนักราว 1 ถึง 2 กิโลกรัม เป็นรูปทรงของใบหน้ามนุษย์อย่างชัดเจน ด้วยการเจาะรูบริเวณดวงตาและปากเอาไว้ ส่วนจมูกก็ทำเป็นสันนูนขึ้นมาดูสมจริง นอกจากนั้นหน้ากากบางชิ้นยังมีการแกะสลัก “ฟัน” เอาไว้ด้วยเช่นกัน ดูแล้วก็ชวนให้นึกถึงหน้ากากในภาพยนตร์สยองขวัญอยู่ไม่น้อยเลยล่ะครับ นักโบราณคดีเสนอว่าชนโบราณเคยสวมหน้ากากอันหนักอึ้งนี้ระหว่างประกอบ “พิธีกรรม” สำคัญบางอย่างที่พวกเขาไม่ได้ทิ้งหลักฐานเอาไว้ ทำให้นักโบราณคดีได้เพียงแต่คาดเดาและตั้งสมมติฐานกันไปต่างๆนานาเท่านั้นเอง หน้ากากเท็งงุจากญี่ปุ่นในยุคเอโดะ.แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้แปลว่านักโบราณคดีจะไม่ทราบเอาเสียเลยนะครับว่าชนโบราณในอดีตเคยใช้ “หน้ากาก” เพื่อวัตถุประสงค์ใดบ้าง ข้อมูลทางโบราณคดีจากกลุ่มวัฒนธรรมโบราณทั่วโลกทำให้เราทราบว่าบทบาทหน้าที่ของหน้ากากนั้นมีหลากหลายทีเดียวครับ แน่นอนว่าส่วนหนึ่งมีความเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมทางศาสนาดังเช่นหน้ากากอายุ 9,000 ปีที่อิสราเอล นอกจากนั้นหน้ากากก็ยังถูกใช้งานในบริบทของ “งานละคร” “ความตาย” รวมถึงใช้เพื่อ “ป้องกันภยันตราย” บางอย่าง คล้ายกับ “หน้ากากอนามัย” ที่พวกเราสวมใส่กันอยู่ในทุกวันนี้ด้วยเช่นกันครับ หน้ากากที่ชาวกรีกโบราณใช้ในการแสดงละครโศก.มาเริ่มต้นกันที่บทบาทหน้าที่ของหน้ากากที่ถูกหยิบจับมาสวมเพื่อวัตถุประสงค์ทางด้านพิธีกรรมกันก่อนครับ นักโบราณคดีพบว่ากลุ่มวัฒนธรรมทั้งดึกดำบรรพ์และปัจจุบันในหลากหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มชนในทวีปแอฟริกาตะวันตก ชาวอเมริกันอินเดียน หรือแม้แต่ชาวพื้นเมืองของหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก ล้วนมีการสวมใส่หน้ากากระหว่างประกอบพิธีกรรมทางศาสนาบางอย่าง โดยเฉพาะพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับการแสดงความเคารพต่อบรรพบุรุษ หน้ากากที่พวกเขาสวมใส่มักจะแสดงถึงบุคคลสำคัญที่ได้ล่วงลับไปแล้ว เช่นหัวหน้าเผ่าคนเก่า เพื่อนเก่า หรือแม้แต่ญาติสนิทมิตรสหายในอดีต ซึ่งเชื่อว่าเข้ามาสิงสถิตอยู่ในหน้ากากที่สร้างขึ้นมาเพื่อพวกเขาโดยเฉพาะ ดังนั้น ชนโบราณจึงมักจะทำการมอบของขวัญแด่ดวงวิญญาณผ่านหน้ากาก แสดงให้เห็นว่าบทบาทของ “หน้ากาก” ในสังคมของกลุ่มวัฒนธรรมเหล่านี้เปรียบเสมือนห่วงโซ่ที่ช่วยเชื่อมโยงอดีตเข้ากับปัจจุบัน ทำให้สังคมของพวกเขามีความแข็งแกร่งและแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นอีกด้วยด้วยว่าชนโบราณบางกลุ่มเชื่อว่าหน้ากากที่ถูกนำมาใช้ในเชิงพิธีกรรมส่วนใหญ่มักจะเป็นที่สิงสถิตของดวงวิญญาณหรือพลังเหนือธรรมชาติ นั่นจึงทำให้บรรดาพ่อมดหมอผี (Shaman) ในวัฒนธรรมเหล่านั้นมีความเชื่อว่าเมื่อพวกเขาหยิบจับหน้ากากรูปทรงแปลกประหลาดเหล่านี้ขึ้นมาสวมใส่แล้วล่ะก็ พวกเขาจะได้รับพลังอันเต็มเปี่ยมจากหน้ากากและสามารถใช้พลังนั้นในการขับไล่สิ่งชั่วร้ายหรือภูตผีปีศาจ รวมถึงช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บบางประการได้ด้วยเช่นกันครับ หน้ากากทองคำของยุวฟาโรห์ตุตันคาเมน.มาดูทางด้านของ “งานละคร” กันบ้างดีกว่าครับ และชนโบราณที่เคยสวมหน้ากากเล่นละครก็คือชาวกรีก เมื่อราว 600 ปีก่อนคริสตกาลนั่นเองล่ะครับ ละครโศกนาฏกรรม (Tragedy) ของชาวกรีกมักจะจัดขึ้นระหว่างเทศกาลบวงสรวงแด่เทพเจ้าไดโอนีซุส (Dionysus) ผู้เกี่ยวข้องกับองุ่น ไวน์ และความอุดมสมบูรณ์นักโบราณคดีค้นพบหน้ากากที่ชาวกรีกโบราณเคยใช้ระหว่างแสดงละครมากมายหลากหลายรูปแบบ ส่วนใหญ่มักจะทำจากหนังหรือผ้าใบ ออกแบบด้วยลวดลายที่หลากหลาย โดยส่วนใหญ่มักจะแสดงให้เห็นถึง “อารมณ์” ของตัวละครนั้นๆอย่างชัดเจน จนในบางครั้งก็ดูเกินจริงไปเสียด้วย ทั้งนี้ ก็เพื่อที่จะให้ผู้ชมที่นั่งอยู่ห่างไกลจากเวทีสามารถมองเห็นและเข้าใจได้ในทันทีว่าตัวละครต่างๆคือใครบ้างนั่นเองล่ะครับด้วยว่าอัฒจันทร์ของชาวกรีกมีขนาดใหญ่ หน้ากากที่นักแสดงชาวกรีกสวมใส่จึงอาจมีส่วนช่วย “ขยายเสียง” ให้ผู้ชมที่นั่งอยู่ด้านหลังสุดของอัฒจันทร์ยังคงได้ยินเสียงของนักแสดงได้อย่างชัดเจน อีกทั้งยังช่วยปิดบังตัวตนของนักแสดงทำให้นักแสดงคนเดียวกันสามารถรับบทบาทที่แตกต่างกันได้นับไม่ถ้วน เพียงแค่หยิบจับหน้ากากและชุดของตัวละครอื่นมาสวมใส่ก็เท่านั้นเอง หน้ากากทองคำ ที่ถูกตั้งชื่อว่า “หน้ากากแห่งอกาเมมนอน” ของชาวไมซีเนียน.แต่ชาวกรีกโบราณก็ไม่ใช่ชนกลุ่มเดียวที่สวมหน้ากากระหว่างแสดง อีกหนึ่งละครสวมหน้ากากที่โดดเด่นไม่แพ้ละครโศกของชาวกรีกก็คือละครโน (Noh Drama) จากประเทศญี่ปุ่นไม่ห่างจากบ้านเราสักเท่าไรนี่เองครับ กล่าวกันว่าละครโนเริ่มต้นขึ้นเป็นครั้งแรกจากศิลปะการแสดงของชนชั้นสูงในประเทศญี่ปุ่นเมื่อราวคริสต์ศตวรรษที่ 14 แรกเริ่มเดิมทีละครโนจัดแสดงตามวัดและศาลเจ้าโดยจะเน้นไปที่เรื่องการร่ายรำและการขับร้อง ละครโนเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นเมื่อนักแสดงละครโนคนหนึ่งได้ไปแสดงถวายต่อโชกุนแล้วทำให้ท่านเกิดความประทับใจเป็นอย่างมาก หลังจากนั้นท่านโชกุนจึงได้สนับสนุนละครโนอย่างจริงจังจนกลายเป็นศิลปะชั้นสูงไปในที่สุดละครโนของญี่ปุ่นคล้ายคลึงกับละครโศกนาฏกรรมของชาวกรีกโบราณตรง “หน้ากาก” นี่ล่ะครับนั่นจึงทำให้ละครโน ไม่จำเป็นต้องมีนักแสดงมากเท่าใดนัก หน้ากากในละครโนจะบ่งบอกถึงตัวละครต่างๆในเรื่อง ซึ่งนอกจากบทบาทที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ทั้งหญิงชายหรือคนชราแล้ว ละครโนยังมีหน้ากากที่แสดงถึงเทพเจ้าและปีศาจอย่างเช่น “เท็งงุ” หรือวิญญาณบนภูเขาที่มีผิวสีแดงพร้อมด้วยจมูกที่ยาวเป็นเอกลักษณ์อีกด้วย ส่วนใหญ่แล้วหน้ากากที่ใช้ในละครโนมักจะทำจากไม้หุ้มด้วยปลาสเตอร์ ลงสีสันที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับลักษณะและบทบาทของแต่ละตัวละคร หน้ากากหยกของกษัตริย์ปาคาลแห่งอาณาจักรมายา.นอกจากหน้ากากที่ถูกหยิบมาใส่เพื่อสวมบทบาทเป็นตัวละครต่างๆในบทประพันธ์ของชาวกรีกโบราณ ชาวญี่ปุ่นเมื่อหลายร้อยปีก่อนหรือแม้แต่การแสดง “โขน” ของไทยเราเองแล้วอีกหนึ่งบทบาทของหน้ากากในวัฒนธรรมเก่าแก่มักจะเชื่อมโยงกับบริบทของ “ความตาย” ครับหน้ากากในบริบทของความตายปรากฏในหลายวัฒนธรรมโบราณทั่วโลกเลยล่ะครับ ที่โดดเด่นก็เช่นหน้ากากทองคำของยุวฟาโรห์ตุตันคาเมน (Tutankhamen) แห่งอียิปต์โบราณเมื่อราว 1,350 ปี ก่อนคริสตกาล รวมถึงหน้ากากทองคำอันเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “หน้ากากแห่งอกาเมมนอน” (Mask of Agamemnon) ของชาวไมซีเนียน (Mycenaean) บนกรีซแผ่นดินใหญ่เมื่อราว 1,600 ปีก่อนคริสตกาล นอกจากนั้นในดินแดนโลกใหม่ (New World) ทั้งทวีปอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ก็มีการใช้หน้ากากในบริบทของความตายเช่นกัน ตัวอย่างที่เด่นชัดก็เช่นหน้ากากหยกสีเขียวสดของกษัตริย์ “ปาคาล” (Pakal) แห่งเมืองปาเลงเก (Palenque) หรือหน้ากากทองคำจากวัฒนธรรมอินคา (Inca) และนาซกา (Nazca) ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วจุดมุ่งหมายของการนำเอาหน้ากากมาปิดคลุมใบหน้าของผู้วายชนม์ ก็เพื่อที่จะเป็นการแสดงออกถึงใบหน้าของพวกเขาเมื่อครั้งยังมีชีวิต แต่บ้างก็เพื่อเชื่อมโยงหน้ากากเข้ากับพลังเหนือธรรมชาติที่จะช่วยปกป้องคุ้มครองดวงวิญญาณของผู้วายชนม์จากภยันตรายต่างๆระหว่างเดินทางไปยังยมโลกนั่นเอง หน้ากากของชาวสิงหลที่เชื่อว่ามีพลังในการรักษาผู้ป่วยหูหนวก.สุดท้ายเรามาดูหน้ากากในบริบทของการสวมใส่เพื่อ “ป้องกันภยันตราย” จาก “เชื้อโรค” อันเป็นต้นกำเนิดของ “หน้ากากอนามัย” ที่เราสวมใส่กันอยู่ทุกวันนี้บ้างดีกว่าครับหน้ากากที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันโรคภัยไข้เจ็บในยุคแรกเริ่มมักจะไม่ได้ป้องกันที่ต้นเหตุโดยตรงหรอกครับ แต่ว่าเป็นหน้ากากที่สร้างขึ้นมาจากความเชื่อว่าจะสามารถใช้ในการขับไล่พลังชั่วร้ายอันเป็นต้นเหตุของโรคภัยไข้เจ็บต่างๆออกไปได้ เช่น หน้ากากของชาวสิงหลในประเทศศรีลังกา มีรูปลักษณ์ที่แปลกประหลาด แสดงใบหน้าที่บิดเบี้ยว ดวงตาปูดโปน ทว่าพวกเขาเชื่อว่าหน้ากากเหล่านี้มีพลังในการช่วยรักษาอาการเจ็บป่วยต่างๆได้ชะงัดนักล่ะครับ ภาพวาดแสดงชุดเต็มยศของหมอกาฬโรค.หน้ากากที่ใช้ในการป้องกันเชื้อโรคอย่างจริงจังเริ่มต้นขึ้นหลังจากที่มนุษย์รับรู้ถึงการมีตัวตนอยู่ของ “เชื้อโรค” (Germs) ในทางวิทยาศาสตร์ เพราะในขณะที่หน้ากากซึ่งใช้รักษาในเชิงพิธีกรรมส่วนใหญ่มักจะอาศัยพลังเหนือธรรมชาติที่ไม่อาจพิสูจน์ได้ หน้ากากที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกัน “เชื้อโรค” เพิ่งปรากฏให้เห็นเมื่อไม่กี่ร้อยปีที่ผ่านมา ผลงานชิ้นโดดเด่นที่สุดก็คือหน้ากาก “อีกาดำ” ที่ “หมอกาฬโรค” (Plague Doctor) เคยสวมใส่ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 นั่นเองล่ะครับจะว่าไปแล้ว แนวคิดเกี่ยวกับเชื้อโรคในช่วงปี ค.ศ.1619 ที่หน้ากากและชุดคล้ายอีกาถูกสร้างขึ้นก็ยังไม่ถูกต้องเสียทีเดียวหรอกครับ ด้วยว่าในช่วงนั้นยังมีความเชื่อกันว่าโรคภัยต่างๆจะติดต่อกันผ่าน “กลิ่นเหม็น” ดังนั้นหน้ากากที่ดูคล้ายจะงอยจึงถูกออกแบบมาเพื่อใช้บรรจุยาหอมหลากชนิดให้หมอกาฬโรคได้สูดดมเพื่อป้องกันการเจ็บป่วย แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง (ตามหลักวิทยาศาสตร์) สักเท่าใดนัก สุดท้ายแล้วหมอกาฬโรคที่ติดเชื้อจากคนไข้เสียเองถึงแม้ว่าจะสวมหน้ากากอีกาดำที่อัดแน่นไปด้วยยาหอมก็มีให้เห็นเช่นกันครับ หน้ากากที่ชนเผ่าโดกอน (Dogon) ในประเทศมาลีสวมใส่ในพิธีส่งดวงวิญญาณผู้ล่วงลับออกจากหมู่บ้าน.หน้ากากที่เข้าข่าย “หน้ากากอนามัย” ที่พวกเราหยิบมาสวมใส่กันทุกวันนี้มากที่สุดเริ่มต้นขึ้นในช่วงปี ค.ศ.1878 เมื่อมีงานวิจัยออกมาระบุว่าการสวมใส่หน้ากากทำจากผ้าฝ้ายจะช่วยลดโอกาสการเกิดโรคติดต่อลงได้ แต่ก็ดูเหมือนว่าการสวมหน้ากากยังไม่ได้รับความนิยมสักเท่าใดนัก จนกระทั่งในช่วงปี ค.ศ.1910 เมื่อกาฬโรคปอดแพร่ระบาดในแคว้นแมนจูเรีย (Manchuria) ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศจีน ก็เริ่มมีการเสนอกันว่าโรคนี้สามารถติดต่อกันได้ผ่านทางอากาศ ส่งผลให้มีการริเริ่มผลิตหน้ากากอนามัยในทางการแพทย์ออกมาอย่างเป็นทางการ และในปี ค.ศ.1920 หน้ากากอนามัยก็ได้กลายเป็นอุปกรณ์มาตรฐานของแพทย์ในห้องผ่าตัดไปในที่สุดทุกวันนี้พวกเราใช้หน้ากากในหลากหลายบทบาททั้งหน้ากากอนามัย หน้ากากแฟนซี หรือแม้แต่หน้ากากที่ผลิตขึ้นมาเพื่ออาชีพต่างๆ โดยเฉพาะ จนทำให้อดคิดไม่ได้ว่าบางทีในอนาคตมนุษย์เราอาจจะคิดค้นหน้ากากขึ้นมาเพื่อใช้งานในวัตถุประสงค์อื่นๆอีกนับไม่ถ้วนเลยก็เป็นได้.โดย : ณัฐพล เดชขจรทีมงาน นิตยสาร ต่วย'ตูน