ก็เป็นข่าวดีของชาวกรุงเทพฯ เมื่อพล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. แถลงว่า ได้เสนอการผ่อนปรนมาตรการปิดสถานที่ต่างๆ ใน กทม. ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ 1 พฤษภาคม หลังจากที่ ครม.เห็นชอบให้ต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จาก 30 เมษายนออกไปอีกหนึ่งเดือน ตั้งแต่ 1-31 พฤษภาคม พร้อมกับเห็นชอบให้อำนาจ ศบค.ในการอนุญาตให้ ผู้ว่าฯ กทม. และ ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นผู้กำหนดรายละเอียดพื้นที่ผ่อนปรนในพื้นที่ของตนเอง โดยบังคับใช้มาตรการป้องกันโรคอย่างเคร่งครัด หากควบคุมไม่ได้จะสั่งปิดทันทีก่อนหน้านี้ พล.ต.อ.อัศวิน ผู้ว่าฯ กทม. มีคำสั่งปิดธุรกิจ 34 ประเภท ใน กทม. ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม เช่น ร้านอาหาร ร้านตัดผม ร้านเสริมสวย ไปจนถึง ห้างสรรพสินค้า สนามกอล์ฟพล.ต.อ.อัศวิน เปิดเผยว่า ธุรกิจ 8 ประเภทที่ผ่อนปรนให้เปิดได้ ต้องมีมาตรการป้องกันอย่างเข้มงวดตามที่กำหนด ให้มีการวัดอุณหภูมิร่างกาย ใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือด้วยสบู่ หรือแอลกอฮอล์เจลก่อนเข้า จัดระยะห่างระหว่างบุคคล 1.5-2 เมตร หากไม่ปฏิบัติตามมาตรการนี้จะสั่งปิดทันที โดย กทม.ได้เสนอมาตรการดังกล่าวต่อรัฐบาลแล้ว และจะนำเข้าที่ประชุม คณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร ในวันที่ 29 เมษายน เพื่อเตรียมมาตรการหลังจากวันที่ 30 เมษายนต่อไปไปดู 8 ประเภทธุรกิจที่จะให้เปิดบริการในวันพรุ่งนี้ ซึ่งเป็นลองวีกเอนด์กันครับ1.ร้านอาหาร เน้นร้านนอกห้าง ให้นั่งรับประทานที่ร้านได้ แต่ต้องจัดที่นั่งห่างกัน 1.5 เมตร ห้ามมีเครื่องดื่นแอลกอฮอล์ เวลาเปิดปิดตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉิน2.ตลาดและตลาดนัด ให้ขายสินค้าได้ทุกประเภท3.สถานที่ออกกำลังกาย ต้องเป็นประเภทที่มีระยะห่างกัน รวมถึงศูนย์กีฬาและศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร จะเปิดให้เข้าไปออกกำลังกายได้ เฉพาะกีฬาที่ไม่ใกล้ชิดกัน เช่น เดิน วิ่ง แบดมินตัน เทนนิส เทเบิลเทนนิส เป็นต้น ไม่อนุญาตกีฬาประเภททีม เช่น ฟุตบอล ซอฟต์บอล วอลเลย์บอล บาสเกตบอล กีฬาที่ต้องใกล้ชิดกัน4.สวนสาธารณะ ให้เข้าใช้ออกกำลังกาย พักผ่อนได้ แต่ห้ามจับกลุ่มสังสรรค์5.ร้านตัดผม ร้านเสริมสวย อนุญาตเฉพาะ ตัด สระ ได และต้องหยุดทำความสะอาดฆ่าเชื้อทุก 2 ชั่วโมง ให้จองคิวเข้ารับบริการ ห้ามนั่งรอในร้าน ช่างต้องใส่หน้ากากและเฟซชิลด์ด้วย6.ร้านตัดขนสัตว์และคลินิกหรือโรงพยาบาลสัตว์ นำสัตว์เข้าร้านได้ 1 คนต่อ 1 ตัว และหยุดทำความสะอาดฆ่าเชื้อทุก 2 ชั่วโมง7.คลินิกและสถานพยาบาล 8.สนามกอล์ฟ/สนามไดรฟ์กอล์ฟก็เป็นการผ่อนปรนที่เหมาะสม ช่วยให้ประชาชนใน กทม.มีงานทำอีกหลายแสนคน บรรเทาความเดือดร้อนได้เยอะ และช่วยให้ชาว กทม.อีกหลายล้านคนหายเครียด หลังจากที่ต้องอยู่แต่ในบ้านมาเดือนกว่า ส่วน ห้างสรรพสินค้า ถูกจัดอยู่ในประเภทสีเหลือง คงได้ เปิดในเดือนหน้า ถ้าสถานการณ์ระบาดยังลดลงต่อเนื่อง ส่วน จังหวัด สีเขียว ก็คงต้องแล้วแต่ ผู้ว่าฯแต่ละจังหวัด ที่จะมีคำสั่งกันต่อไปและเพื่อความไม่ประมาท นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ได้แนะนำเกี่ยวกับ การใส่หน้ากากอนามัยให้มีประสิทธิภาพ ดังนี้ หน้ากากต้องให้กระชับกับใบหน้าผู้ใส่ ไม่ใช่ใส่แบบหลวมๆ ต้องรัดตั้งแต่ปลายคางมาถึงบริเวณจมูก ที่สำคัญ ต้องไม่มีรูรั่วเพราะ หน้ากากมีรูรั่ว อากาศที่ไม่ผ่านการกรองของหน้ากาก จะเข้าไปในระบบทางเดินหายใจ ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ และคุณหมอธนรักษ์ ได้ยํ้าว่า การใส่หน้ากากทุกชนิด รวมทั้งหน้ากากผ้า ป้องกันเชื้อได้ดีกว่าการใส่ Face shild เพราะเฟซชิลด์ไม่มีเครื่องกรองเชื้อโรคในอากาศ การใส่หน้ากากอนามัยทุกชนิด จึงป้องกันเชื้อ ไวรัสได้ดีที่สุดวันนี้คงต้องคิดสโลแกนใหม่เพิ่มจาก “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” เป็น “ออกนอกบ้าน ใส่หน้ากาก เพื่อชาติ” หรือ “ออกนอกบ้าน ใส่หน้ากาก หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” ถือเป็น New Normal ความปกติใหม่ ของสังคมไทย เพราะต้องใส่หน้ากากกันไปอีกนาน.“ลม เปลี่ยนทิศ”