ไม่ใช่ครั้งแรกที่โลกเราเผชิญกับโรคระบาดใหญ่ จนส่งผลให้เกิดความโกลาหลไปทั่วบ้านทั่วเมืองเหมือนที่กำลังเจอวิกฤติโควิด-19 เพราะ “กาฬโรค” ก็เป็นหนึ่งในโรคระบาดร้ายแรงที่คร่าชีวิตมนุษย์มากที่สุดในประวัติศาสตร์ จนเรียกได้ว่าเกือบจะตายล้างโลกย้อนกลับไปในยุคกลางศตวรรษที่ 14 การสาธารณสุขยังไม่เจริญก้าวหน้าเช่นในปัจจุบัน การแพร่ระบาดของ “กาฬโรค” ไม่สามารถระบุแน่ชัดว่ามีสาเหตุมาจากอะไร และยังไม่มีใครหาวิธีรักษาได้ รู้แต่เพียงว่า โรคระบาดร้ายชนิดนี้แพร่มาจากโลกตะวันออกไปสู่ยุโรป โดยติดมากับเส้นทางการค้าและการแสวงบุญ เพิ่งจะมาในยุคหลังที่ค้นเจอว่า แท้จริงแล้วต้นตอของเชื้อกาฬโรคมาจากตัวหมัดที่เกาะอยู่บนหนู หนึ่งในสัตว์ที่แพร่พันธุ์เร็วที่สุดในโลกเมื่อเจาะลึกเข้าไปอีกก็พบว่า “กาฬโรค” มีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีน ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1330 ไม่ต่างจากโควิด-19 ที่เราเผชิญอยู่ โดยแพร่ระบาดไปตามเส้นทางการค้าทางเรือผ่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปทั่วคาบสมุทรอินเดีย ขณะเดียวกันก็ลามไปถึงตะวันออกกลาง ผ่านการแสวงบุญจากโลกตะวันออกสู่นครเมกกะอันศักดิ์สิทธิ์ พวกมองโกลที่เคยเรืองอำนาจยังนำเชื้อ “กาฬโรค” แพร่ระบาดไปตามเส้นทางสายไหมจากจีนเลาะถึงคอนสแตนติโนเปิล และกระจายไปสู่ยุโรปตะวันตก, ยุโรปตะวันออก และตอนเหนือของแอฟริกา จนสุดท้ายกินวงกว้างลามไปสู่มหาอำนาจในยุคนั้นคือ ฝรั่งเศสและอังกฤษก็เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นโรคระบาดที่เกือบจะล้างโลก คนในยุคศตวรรษที่ 14 จึงเชื่อว่า “กาฬโรค” ไม่ใช่แค่โรคระบาดธรรมดาๆ แต่เป็นบาปเคราะห์ของมนุษย์ที่ถูกเทวดาลงทัณฑ์ ซ้ำร้ายการระบาดของ “กาฬโรค” ไม่ได้มาแบบม้วนเดียวจบ แต่แพร่เชื้อหลายระลอก เลวร้ายสุดคือในปี 1348-1349 ต่อด้วยปี 1361-1362 และโหมกระพือขึ้นอีกครั้งในปี 1396 การแพร่ระบาดของ “กาฬโรค” ยังเปลี่ยนโฉมหน้าโลกไปอย่างไม่มีวันเหมือนเดิม โดยเฉพาะในเรื่องของจิตใจ ความหดหู่สิ้นหวังปกคลุมบรรยากาศไปทุกหย่อมหญ้า ทุกคนเชื่อว่าความตายอยู่ใกล้แค่มือเอื้อม มัจจุราชจะมาเยือนเมื่อไหร่ก็ได้ ความสิ้นหวังทำให้คนยุคนั้นหาทางออกแปลกๆ รวมถึงการพึ่งไสยศาสตร์ มีการจัดพิธีกรรมปัดรังควาน และสวดคาถาขับไล่โรคระบาด ความเศร้าหมองสลดหดหู่ยังปรากฏให้เห็นจากผลงานของศิลปินจำนวนมากในยุคนั้น ที่ต่างพากันเขียนภาพโครงกระดูก, ภาพซากศพ, ความตาย และความสิ้นหวังของมนุษย์ เพื่อสะท้อนสภาพสังคมอันเลวร้าย แม้จะมีการบันทึกไว้ว่า “กาฬโรค” เป็นโรคระบาดใหญ่ที่คร่าชีวิตมนุษย์มากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์โลก แต่ไม่มีใครรู้จำนวนประชากรที่แท้จริงในยุคนั้น จากบันทึกระบุเพียงว่า จำนวนประชากรของจีนลดลงครึ่งหนึ่ง จากยุคศตวรรษที่ 13 ที่มีอยู่มากกว่า 123 ล้านคน เหลือ 65 ล้านคน เมื่อถึงปลายศตวรรษที่ 14 ส่วนในยุโรป คาดการณ์ว่ามีประชากรถึง 1 ใน 3 ที่ตายเพราะโรคระบาดนี้ โดยตายเยอะสุดก็หนีไม่พ้นฝรั่งเศสและอิตาลี บางเมืองถึงกับตายยกหมู่บ้านก็มีให้เห็น ทั้งนี้ วิทยาการทางการแพทย์สมัยนั้นไม่สามารถต่อสู้กับโรคระบาดใหม่อย่าง “กาฬโรค” ได้เลย มีเพียงสมุนไพรบางตัวที่ช่วยบรรเทาความเจ็บปวด แต่หากใครติดเชื้อเข้าแล้ว ร้อยทั้งร้อยก็ต้องไปเฝ้ายมบาล พูดถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจก็เจ๊กอั๊กกันไปทั้งโลก ก่อนหน้าโรคระบาดจะแพร่กระจายอย่างหนัก ฝั่งยุโรปกำลังทำมาค้าขึ้น มีรายได้งามจากผลผลิตทางการเกษตร เพราะเพิ่งผ่านยุคปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรมาหมาดๆ และมีการคิดค้นเทคนิคเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรอย่างคึกคัก แต่ด้วยฤทธิ์ของ “กาฬโรค” ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างมโหฬารในทุกมิติ การเพาะปลูกต้องหยุดชะงักลง, คนรวยหนีตายจากเมืองใหญ่แหล่งรวมโรคระบาดไปอยู่ตามชนบท, เศรษฐกิจฝืดเคืองทุกหย่อมหญ้า กระนั้น คนล้มตาย ส่วนใหญ่ก็หนีไม่พ้นคนยากคนจน, ชนชั้นกรรมกร และทาส เรียกว่าผู้คนล้มตายเหมือนใบไม้ร่วงเลยทีเดียว “กาฬโรค” ทำให้เศรษฐกิจโลกถดถอยอย่างช่วยไม่ได้ เพราะจำนวนประชากรโลกถูกกวาดล้างจนลดลงครึ่งต่อครึ่ง ท่ามกลางความมืดมิดและสิ้นหวังนี่เอง “ศาสนา” และ “ผู้นำทางศาสนา” ได้กลายเป็นที่พึ่งทางใจสำคัญในยุคนั้น เกิดพิธีกรรมน่าพิศวงมากมาย ไม่ว่าจะเป็นลัทธิใหม่เอาแส้ฟาดตัวเองของพวกยุโรปตอนเหนือ เชื่อกันว่าเป็นการอ้อนวอนต่อพระเจ้าขอให้ช่วยขับไล่เชื้อโรคร้าย อีกหนึ่งพิธีกรรมที่ได้รับความนิยมและสืบทอดมาถึงปัจจุบันคือ การถวายเงินและปัจจัยให้โบสถ์ เพื่อสวดมิสซาให้แก่วิญญาณผู้ล่วงลับ ยุคนี้ผู้นำทางศาสนาเริ่มมีบทบาทสำคัญในการเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชน มีการระดมเงินจากผู้มีจิตศรัทธาเพื่อสร้างโรงพยาบาลช่วยเหลือคนยากคนจน โรงพยาบาลที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า “เซนต์” ทั้งหลายก็สร้างจากเงินอุปถัมภ์ของศาสนจักรนั่นเอง...โชคดีขนาดไหนแล้วที่พวกเราไม่ต้องไปเกิดในยุคมืด เห็นคนนอนตายเกลื่อนถนนเป็นเรื่องธรรมดา.“อาคีรา”