การเลี้ยงดูอบรมลูก เป็นงานศาสตร์และงานศิลป์ ของผู้เป็นพ่อเป็นแม่ ที่จะงัดเอาตำรา เอาเทคนิคมาปรับใช้ให้เข้ากับครอบครัวของตน ซึ่งแต่ละครอบครัวต่างก็ต้องพกตำรามากันคนละเล่ม แล้วมาเรียนรู้พลิกแพลงกันไป ตัวอย่างครอบครัวที่สร้างตำราเลี้ยงลูกของตัวเองจนประสบผล รับมือลูกวัยทีนเอจได้อย่างดี ได้มาแชร์ประสบการณ์ อย่างครอบครัวนักการเมือง “ณัฏฐพล-ทยา ทีปสุวรรณ” ที่มีลูกชายหญิงที่กำลังเป็นวัยรุ่นใกล้เคียงกัน ซึ่งคุณพ่อรุ่นใหม่อย่าง “ณัฏฐพล” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เปิดเผยว่า ตนมีลูก 3 คน อายุ 20 18 และ 13 ปี หลักการเลี้ยงลูกของครอบครัวเรา คือให้อิสระทางความคิดเขา รับฟังความคิดเขา แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องสอนความเป็นไทย โดยเฉพาะในเรื่องการมีมารยาท การเคารพต่อผู้ใหญ่ และการรู้จักกาลเทศะอะไรต่างๆ สมมติผู้ใหญ่คุยอยู่แล้วเขาโพล่งพูดออกมาอะไรแบบนี้ ไม่ได้ เพราะเราใช้อิสระในการแสดงความคิดเขาก็จริง แต่เราจะให้เขารู้จังหวะ เหมือนสอนเขา เราผสมผสานระหว่างขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมไทยกับฝรั่ง ครอบครัว “ทีปสุวรรณ”คุณพ่อรุ่นใหม่คนนี้ บอกต่อว่า ครอบครัวเรามีความเป็นเพื่อนมากกว่าเป็นพ่อแม่ พอลูกๆ โตขึ้น เราก็รับฟังเขามากขึ้น พยายามไม่บอกเขา ให้เขาเรียนรู้ด้วยตัวเอง ถามว่ามีพลาดไหม บอกเลยว่ามี แต่เขาก็ได้เรียนรู้ แล้วเราก็จะสอนให้เขาคิด การเลี้ยงลูกยุคนี้คงสอนไม่ได้ เพราะแต่ละบ้านอาจจะต่างกัน แต่ขอแนะนำว่า วันนี้เราต้องเข้าใจบริบทของสังคม เราจะเอาตัวเองไปเปรียบเทียบคงไม่ได้ เพราะสังคมมันเปลี่ยนไป เราควรเอาสิ่งที่เราผ่านมา มาผสมผสาน ไม่ใช่ว่าสังคมเปลี่ยน เราต้องยอม ตามเขาไปหมด แต่ควรนำประสบการณ์ที่เราผ่านมา มาผสมผสานกับสิ่งที่เป็นอยู่ นอกจากนี้ อย่าเอาความฝัน ความคาดหวังของเราไปวางไว้ที่ลูก อยากให้ดูลูกๆดีกว่าว่าเขาอยากเป็นอะไร มีทักษะอย่างไร ครอบครัว “จิตต์กุศล”ด้านคุณแม่ผู้ทุ่มเท “กาย-ขนิษฐา จิตต์กุศล” คุณแม่ลูก 3 เช่นกันที่ปาดเหงื่อและน้ำตาดูแลลูกๆวัยฮอร์โมนว้าวุ่น จนผ่านพ้นช่วงวิกฤติมาได้อย่างสวยงาม บอกว่า ตอนลูกวัยรุ่น โดยเฉพาะลูกชาย กายบอกเลยว่า ยากสุดๆ เพราะเป็นเด็กผู้ชายหรือเปล่าไม่รู้ เลยยาก ทฤษฎีต่างๆที่เขาบอก เอามาใช้กับลูกชายตนเองไม่ได้เลย พลิกตำราแล้ว ใช้ไม้อ่อน ไม้แข็ง พอเราให้เขาทำอะไร เขาจะไม่ทำตาม แล้วเราก็คิดตามแบบคนไทยว่า ไม่ทำไม่ได้ แรกๆเราเลยตีเขา เขาก็แค่กลัวตอนเราตี สุดท้ายเขาก็ทำสิ่งเดิมไปที่ผิด เช่น ไม่ทำการบ้าน เอาแต่เล่นเกม อะไรแบบนี้ พอเราบอกเราว่า ก็กลาย เป็นคนต่อต้านเราหนักขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเราอาละวาดเขา กลายเป็นว่าเขากลายเป็นคนอารมณ์แรงขึ้นไปเรื่อยๆ ตามเรา กลายเป็นว่า รักวัวให้ผูกรักลูกให้ตี มันใช้กับเราไม่ได้ ทำให้เรากับลูกห่างกันไปเลย ตอนหลังมีผู้ใหญ่มาเตือนให้เราใช้สติว่า เด็กวัยรุ่น เราอย่าไปเอาชนะเขา เพราะคิดว่าเราเป็นใหญ่ในบ้าน เราอยากให้รู้ว่าในบ้านใครใหญ่ เธอ จะมาใหญ่กว่าไม่ได้ จะทำ ให้เสียลูกไปเปล่าๆ ทำให้ตนเปลี่ยน เปิดใจใหม่ ด้วยการปล่อยวาง ไม่มีการเอาชนะ พยายามเข้าใจลูกให้มากที่สุด และให้เขาคิดเอง จนสุดท้ายบ้านมีความผ่อนคลายขึ้น พอหลังจากเขาบวชเณร ตนก็ได้ขอโทษลูกที่เคยตีเขา ทุกวันนี้เขามีอะไรก็จะมาบอกแม่ ในบ้านสงบไม่มีเสียงดุว่าเลย คุณแม่คนเก่งคนนี้ ยังฝากคำแนะนำอีกว่า การเลี้ยงเด็กยุคนี้จะไปใช้สูตรการเลี้ยงแบบสมัยเราคงไม่ได้ ต้องดูจากพฤติกรรมลูกเรา จะไปเอาตำราคนอื่นมาดัดลูกเรา บางทีคงไม่ได้ พ่อแม่ต้องลดบทบาทอยู่กันแบบเพื่อนแบบพี่ที่คอยสนับสนุนให้คำแนะนำแก่เขา.