วันนี้คอลัมน์ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียล โดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูน จะพาแฟนานุแฟนไปชมของสวยๆงามๆ และก็แน่นอนว่าจะไม่ใช่แค่ของสวยงามธรรมดาๆ แต่ต้องมีเรื่องราวที่น่าตื่นตะลึงเป็นอย่างยิ่ง ตามสไตล์ของต่วย’ตูน ว่าแล้วก็ไปชมกันเลยในบรรดาเพชรระดับ “โคตรเพชร” ที่มนุษย์ครอบครองกันอยู่ในเวลานี้ ที่เลื่องชื่อลือชามากที่สุดในโลกเห็นจะไม่เกินเพชรที่เรียกว่า “ค็อห์-ไอ-นูร์” ซึ่งประดับอยู่บนมงกุฎของสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธ แห่งอังกฤษ เพชรเม็ดนี้เดินทางลุยเลือดและความพินาศมาแสนไกลจากตะวันออก กว่าจะได้ขึ้นประดับเป็นศรีสง่าเหนือพระเศียรของราชินีหลายพระองค์ เพชร “โฮป”“ค็อห์-ไอ-นูร์” เป็นภาษาอินเดียแปลว่า “ขุนเขาแห่งแสงสว่าง” เดิมนั้นเป็นสมบัติหวงแหนที่อยู่ในความครอบครองของกษัตริย์ราชวงศ์โมกุลแห่งชมพูทวีป ซึ่งเก็บงำไว้อย่างดีในเดลฮี ซึ่งปัจจุบันเป็นเมืองหลวงของอินเดีย การได้มาของเพชรเม็ดนี้ไม่มีประวัติแน่ชัด แต่ก็เชื่อว่าขุดขึ้นมาจากบ่อเพชรโบราณแห่งหนึ่งในแอฟริกา อันเป็นแหล่งที่ทุกวันนี้ยังมีการทำเหมืองเพชรกันเป็นล่ำเป็นสันมากที่สุดในโลกกษัตริย์โมกุลกี่พระองค์แล้วก็ไม่ทราบที่ได้ครอบครองเพชรล้ำค่าเม็ดนี้เอาไว้ แต่ในปี พ.ศ.2228 ที่ “ค็อห์-ไอ-นูร์” เริ่มเผยโฉมตัวของมันออกมาให้รู้จัก เมื่อเพชรเม็ดนี้ตกไปเป็นของนาเดียร์ ชาห์ กษัตริย์ผู้ครองเปอร์เซีย อันได้แก่อิหร่านในทุกวันนี้ โดยได้มาจากการปล้นพระคลังหลวงของกษัตริย์โมกุลพระนามว่าจักรพรรดิโมฮัมหมัดหลังจากชาห์นาเดียร์สิ้นพระชนม์และชาห์รุคห์กษัตริย์ทายาทองค์ใหม่เข้าครอบครองเพชรเม็ดนี้ ชาห์รุคห์เป็นกษัตริย์ที่อ่อนแอ เมื่อหัวหน้าเผ่าอัฟกันดินแดนข้างเคียงยกทัพเข้าตีเปอร์เซียก็ล่ม และเพชร “ค็อห์-ไอ-นูร์” ก็เปลี่ยนเจ้าของมาเป็นของอาห์เหม็ด ชาห์ หัวหน้าเผ่าอัฟกันที่ตั้งขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองเปอร์เซียแทนทายาทของอาห์เหม็ด ชาห์ คือชาห์ ซูจาห์ ครอบครองเพชรเม็ดนี้ได้ไม่นานอาถรรพณ์ของ “ค็อห์-ไอ-นูร์” ที่จะต้องเปลี่ยนมือจากเจ้าของเดิมก็แผลงฤทธิ์อีก ชาห์ ซูจาห์ มีอันต้องมอบเพชรเม็ดนี้ให้กับราชิต ซิงค์ “สิงห์ผยองแห่งปัญจาบ” ด้วยการถูกขู่บังคับ เมื่ออังกฤษเข้ายึดชมพูทวีปเอาเป็นอาณานิคม โดยอาศัยบริษัทอีสต์ อินเดียเป็นหัวหอกเพชร “ค็อห์-ไอ-นูร์” ก็ถูกนำมามอบให้กับบริษัทนี้ในปี พ.ศ.2392 แล้วถูกนำข้ามน้ำข้ามทะเลมาถวายแก่สมเด็จพระนางเจ้าวิกตอเรีย พระราชินีผู้โด่งดังของอังกฤษ พระราชินีอเล็กซานดรา ทรงมงกุฎประดับเพชร “ค็อห์-ไอ-นูร์”.สองปีหลังจากนั้นคือ พ.ศ.2394 “ค็อห์-ไอ-นูร์” ก็ได้อวดโฉมของมัน ท่ามกลางผู้ลากมากดีทั้งหลายของอังกฤษในงานแสดงที่ลอนดอนในฐานะเพชรที่เคยประดับบนผ้าโพกศีรษะของผู้ครองอาณาจักรแห่งชาวซิกข์เดิมเพชร “ค็อห์-ไอ-นูร์” นี้มีน้ำหนักทั้งสิ้น 191.1 กะรัต หรือ 1861/16 กะรัตอินเดียโบราณ แต่ได้นำมาตัดและเจียระไนเป็นรูปทรงใหม่ในลอนดอน ไม่นานหลัง จากนั้นคือในปี พ.ศ.2395 เพชรเม็ดสำคัญนี้ก็ลดน้ำหนักลงมาเหลือแค่ 1081/3 กะรัต และในปี 2480 ได้ประดับเพชรเม็ดนี้ไว้ที่มงกุฎที่สวมในพิธีสถาปนาพระบรมราชินีเอลิซาเบธ ปัจจุบันคือพระราชชนนีของสมเด็จพระนางเจ้าเอลิซาเบธที่สอง พระราชินีแห่งอังกฤษตำนานของเพชรค็อห์-ไอ-นูร์ นี้กล่าวกันว่า ผู้ที่ได้ครอบครองเป็นเจ้าของจะได้เป็นใหญ่เป็นโตถึงเจ้าโลก แต่จะต้องเป็นสตรีเพศเท่านั้น ไม่มีบุรุษใดมีสิทธิ์ประดับเพชรเม็ดนี้ อย่างน้อยตำนานนี้ก็แสดงความน่าทึ่งออกมา คือหลังจากที่ได้ครอบครองโดยพระราชินีของอังกฤษมาถึงสามพระองค์ ค็อห์-ไอ-นูร์ ยังไม่เปลี่ยนมือไปไหน และกษัตริย์อังกฤษไม่ว่าพระองค์ใดไม่เคยได้ใช้เพชรนี้ประดับมงกุฎที่ใช้สวมเลย นอกจากพระราชินีเท่านั้น“ขุนเขาแห่งแสงสว่าง” เม็ดนี้จึงถือได้ว่าเป็นสิ่งนำโชคมาแต่เฉพาะสตรีเท่านั้น-ขอโทษที บุรุษไม่เกี่ยวตรงกันข้ามกับเพชรบันลือโลกอีกเม็ดหนึ่ง ที่มีความเฮี้ยนอย่างน่าประหลาด และเป็นความเฮี้ยนที่ต่างไปกับ “ค็อห์-ไอ-นูร์” “ค็อห์-ไอ-นูร์” บนด้านหน้ามงกุฎของพระราชินีแมใครที่เคยไปเที่ยววอชิงตันในสหรัฐฯ คงจะเคยแวะเยี่ยมชมสถาบันสมิธโซเนียนอันลือชื่อ สถานที่นี้เป็นพิพิธภัณฑ์เก่าแก่ที่โด่งดังที่สุดของอเมริกาที่สะสมข้าวของโบราณมากมายหลายประเภท และน่าสนใจทั้งประวัติและตัวของมันเอง ชนิดดูกันเป็นวันๆยังไม่หมด ที่สถาบันนั้นเองมีแผนกหนึ่งซึ่งมีผู้คนสนใจเข้าคิวกันเข้าชมของสิ่งหนึ่งที่แสดงไว้ในแผนกนั้นอย่างคับคั่ง นั่นคือเพชรที่ทอประกายสีน้ำเงินมีขนาดใหญ่มากเม็ดหนึ่ง เพชรเม็ดนี้ใครเห็นก็รู้สึกว่ามันเปล่งรังสีออกมาอย่างเย็นเยือกทอน้ำแวววับเป็นสง่า แต่ความเย็นเยือกที่มันส่งประกายน้ำออกมานั้นเต็มไปด้วยเรื่องราวอันยาวนานที่ชุ่มไปด้วยเลือดและความมีกิเลสหนาที่เปลืองชีวิตของผู้คน ซึ่งพบชะตากรรมอันสยดสยองต่างๆกันมาแล้วถึง 20 ชีวิตเป็นอย่างน้อยเพชรเม็ดนี้มีชื่อว่า “โฮป” เป็นเวลานานถึงสามศตวรรษเต็มๆ กษัตริย์และคนเข็ญใจ โจรและขุนนางที่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยวครอบครองเพชรเม็ดนี้ ต่างลงเอยด้วยความบ้าคลั่งและความตายอันน่าทุเรศเหยื่อรายแรกของโฮปตามที่เล่ากันไว้ในตำนาน ได้แก่ นักบวชฮินดูรูปหนึ่งที่ต้องคำสาปของเพชรเม็ดนี้ตั้งแต่เมื่อ 500 ปีก่อน นับแต่มีการขุดพบเพชรเม็ดนี้ในเหมืองริมฝั่งแม่น้ำกฤษณาทางตะวันตกเฉียงใต้ของชมพูทวีป นักบวชรูปนี้แอบไปแกะเพชรเม็ดนี้จากที่ติดไว้กลางหน้าผากของเทวรูปในเทวาลัยแห่งหนึ่ง แต่ก็ถูกจับได้ในเวลาต่อมา และถูกประหารชีวิตประวัติของเพชร “โฮป” นี้มาโผล่เอาอีกครั้งหนึ่งในปี 2185 ในยุโรปโดยปรากฏว่าเป็นสมบัติของพ่อค้านักลักลอบซื้อขายของโบราณที่มีชื่อว่า จัง แบบติสเต ทาเฟอร์นิเอร์ เขาอาศัยขายเพชรเม็ดนี้ได้มาทั้งเงินทอง เกียรติยศชื่อเสียงและที่ดินผืนใหญ่ แต่ทรัพย์ศฤงคารที่เขาได้มานี้ถูกผลาญไปหมดในรุ่นลูกที่เป็นนักพนันตัวยง ทั้งๆที่ตัวพ่อยังมีชีวิตอยู่ หนี้สินของลูกทำให้พ่อค้ารายนี้ต้องขายบ้านขายช่องหมดเกลี้ยง และตัวทาเฟอร์นิเอร์ก็พยายามหวนกลับไปเผชิญโชคหาของเก่ามาค้าที่อินเดียอีก แต่ครั้งนี้ร่างของเขาถูกทึ้งเป็นชิ้นๆ ถึงตายด้วยฝูงหมาป่ารุมขย้ำ เพชร“ค็อห์-ไอ-นูร์” สำหรับรัดพระกรของพระเจ้าราชิต ซิงค์.เพชรเม็ดนี้มาโผล่ให้คนในสังคมชั้นสูงได้ยลโฉมที่แฝงคำสาปอำมหิตในตัวของมันอีกในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของพระราชทรัพย์พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ซึ่งได้ตัดเจียระไนใหม่จากน้ำหนักเดิม 112.5 กะรัต ลดลงเหลือ 67.5 กะรัต แต่มันก็แฝงอาถรรพณ์ของมันต่อไปอีก โดยนิโคลาส ฟอร์เกท์ เจ้าหน้าที่ในราชสำนัก ซึ่งขอหยิบยืมเพชรเม็ดนี้ไปโชว์ในงานราตรีสโมสรของรัฐ มีอันถูกจับในเวลาต่อมาในข้อหารีดไถกรรโชกทรัพย์ เขาถูกตัดสินและถูกขังจนตายคาคุกบาสตีลล์ไม่มีโอกาสได้รับอิสรภาพ ส่วนพระเจ้าหลุยส์เองก็สิ้นพระชนม์ด้วยสภาพที่ผู้คนเกลียดชังพระองค์ และราชสำนักที่ใช้จ่ายฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย นำมาซึ่งความไม่สงบในหมู่ทหารและสร้างความหายนะให้ส่วนรวมในเวลาต่อมายังไม่พอ เพราะเหตุที่ไม่เชื่ออาถรรพณ์ของเพชรเม็ดนี้ สมาชิกในราชตระกูลของฝรั่งเศสต่างล้มตายไล่เลี่ยกันด้วยสาเหตุและโรคภัยที่ไม่มีใครคิดว่าจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นนั้นมาก่อนและชะตากรรมอันน่าขนพองสยองเกล้าก็เกิดขึ้นกับสมาชิกราชวงศ์บูร์บองอีกสามพระองค์ต่อมา หลังจากที่นำเอาเพชรนี้ไปประดับมงกุฎที่ใช้สวมเจ้าหญิงเดอ ลัมเบลล์ ซึ่งเคยใช้มงกุฎนี้ประสบความตายด้วยการถูกพวกเหล่าร้ายกลุ้มรุมกันทำร้าย ส่วนพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และพระนางมารีอังตัวเน็ตต์ พระมเหสีซึ่งรับมรดกตกทอดเพชรเม็ดนี้มา ก็ประสบวาระสุดท้ายด้วยกีโยตีนบนตะแลงแกงหลังจากเกิดการปฏิวัติใหญ่ขึ้นในแผ่นดิน ความงามแฝงความลึกลับและอาถรรพณ์ของเพชรโฮป.เพชรเม็ดนี้คงคอยจัดการกับเหยื่อรายต่อๆไปของตนอีกในฝรั่งเศสจนมาถึงปี พ.ศ.2335 ยุคหลังการปฏิวัติที่ขณะนั้นปารีสยังเต็มไปด้วยความปั่นป่วนอลเวง เพชรเม็ดนี้หายไปอย่างลึกลับนานเกือบ 40 ปี เปิดช่องให้มีตำนานเล่าขานเกี่ยวกับอาถรรพณ์ของมันตามมาอีกพะเรอเกวียนจาค ชีลอต์ พ่อค้าเพชรชาวฝรั่งเศส กล่าวกันว่าเป็นคนที่ชอบและหลงใหลในความงามของเพชรเม็ดนี้มาก แต่ลงท้ายปรากฏว่าเขาเกิดสติฟั่นเฟือนขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย และลงท้ายด้วยการประกอบอัตวินิบาตกรรมตนเองไปเรียบร้อยเพชรเม็ดนี้ต่อมาตกเป็นสมบัติของเจ้าชายอีวาน คานิตอฟสกี เจ้าชายได้มอบเพชรดังกล่าวเป็นของกำนัลแก่สนมสาวชาวปารีเซียงคนหนึ่ง แล้วไม่นานตัวเจ้าชายเองก็ฆ่าตัวตาย แต่ไม่ก่อนที่เขาจะชิงยิงสนมคนนั้นตายไปเสีย โดยไม่มีเหตุใดๆที่น่าจะร้ายแรงถึงขั้นต้องฆ่าเชื่อกันว่าแม้กระทั่งพระ นางแคเธอรีน มหาราชแห่งรัสเซีย ครั้งหนึ่งก็เคยได้เพชรเม็ดนี้ไว้เชยชม ก่อนที่จะสิ้นพระชนม์ไปด้วยโรคเส้นโลหิตในสมองแตกเพชรเม็ดนี้หายไปจนกระทั่งมาเจอะเจอกันอีกครั้งเมื่อช่างเจียระไนชาวดัตช์จัดการตัดเพชรเม็ดนี้ลงอีกเหลือแค่ 44.5 กะรัต อันเป็นน้ำหนักขนาดเพชรที่คงอยู่จนกระทั่งปัจจุบัน แบบจำลองของเพชร “ค็อห์-ไอ-นูร์” เมื่อแรกได้มา.แต่ต่อมาช่างเจียระไนรายนี้ก็ฆ่าตัวตายเมื่อหลานชายขโมยเพชรไปจากเขาไม่นาน หลังจากการตัดเพชรดังกล่าว เปลี่ยนมือไปมือแล้วมือเล่าหนทางเดินของมันล้วนแต่ผ่านมืออันโชกเลือดทั้งสิ้นตลอดทั่วทวีปยุโรป จนกระทั่งในที่สุดได้ตกมาเป็นสมบัติของนายธนาคารชาวไอริชผู้มั่งคั่งคนหนึ่งชื่อเฮนรี โธมัส โฮป ซึ่งรับซื้อไว้ในราคาเพียงแค่ 30,000 ปอนด์ เขาตั้งชื่อเพชรตามชื่อตัวเองที่เรียกขานกันมาจนทุกวันนี้ว่า “โฮป” แต่หลานชายของมหาเศรษฐีนายธนาคารรายนี้ก็ต้องชะตากรรมตายไปด้วยความอดอยากและไม่มีเงินติดตัวแม้แต่เก๊เดียวในปี พ.ศ.2451 สุลต่านอับดุล ฮามิด แห่งตุรกี ก็ตกลงซื้อเพชรเม็ดนี้ไว้ด้วยราคา 400,000 ดอลลาร์ สุลต่านมอบเพชรนี้เป็นของขวัญแก่ชายาสุบายา แต่ไม่นานตัวสุลต่านก็ฆ่าชายาคนนี้ด้วยการกระหน่ำแทงจนตาย หนึ่งปีต่อมาสุลต่านเองมีอันกระเด็นออกจากบัลลังก์ ตายเหมือนขอทานอยู่ข้างถนนเพชรโฮปได้เดินทางต่อไปยังอเมริกา มีคนรับซื้อไปในราคา 145,000 ดอลลาร์ โดยผู้ซื้อได้แก่เจ้าพ่อวงการธุรกิจระดับมหาเศรษฐีผู้หนึ่งคือเน็ดแมคลีน ในปี พ.ศ.2454อีก 40 ปีจากนั้นมา วิบัติก็บังเกิดขึ้นกับครอบครัวของเจ้าพ่อธุรกิจรายนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า หลานชายของแมคลีนถูกรถชนตาย ตัวแมคลีนเองค้าขายขาดทุนย่อยยับและไปตายในโรงพยาบาลบ้า ธิดาสาวของเขาก็ตายไปในปี พ.ศ.2489 เพราะใช้ยาเสพติดหนักเกินขนาด ส่วนภรรยาของแมคลีนคืออีเวลีนนั้นกลายเป็นคนไข้เสพติดมอร์ฟีนขนาดหนักเห็นจะมีเพียงเจ้าของรายเดียวเท่านั้นที่รอดพ้นอาถรรพณ์ของเพชรโฮปนี้มาได้ เขาคือแฮรี วินสตัน ซึ่งรับซื้อเพชรโฮปมาจากทายาทคนสุดท้ายของตระกูลแมคลีน การรอดพ้นความสยดสยองอันเกิดจากอาถรรพณ์ของเพชรโฮปเม็ดนี้เกิดขึ้นจากการที่เขาทำมันง่ายๆ...คือการให้ แบบจำลองของเพชรค็อห์-ไอ-นูร์หลังการเจียระไนเพิ่มใน พ.ศ.2395.วินสตันบริจาคเพชรเม็ดนี้ให้กับสถาบันสมิธโซเนียน และนับจากนั้นมาโฮปเจ้าเพชรยอดอาถรรพณ์ก็สงบนิ่งอยู่ในพิพิธภัณฑ์ของสถาบันนั้นโดยไม่แน่ใจว่าวันใดวันหนึ่งมันอาจจะแผลงฤทธิ์ปล่อยอาถรรพณ์ให้กับใครต่อใครอีกหากมันถูกเปลี่ยนมือไปเป็นของคนใดคนหนึ่ง... แทนที่จะเป็นสถาบันใดสถาบันหนึ่งอย่างที่มันสยบอยู่ในวอชิงตันเวลานี้.โดย :ไอคิว 45ทีมงานนิตยสาร ต่วย'ตูน