บทนี้ลูกหมอดื้อซึ่งก็เป็นหมอ จะบรรยายตามความหวังที่ว่าจะเป็นจริงนะครับ อยากจะให้นึกภาพตามว่า ผู้อ่านคือผู้ที่ไปใช้บริการในโรงพยาบาลรัฐบาลจินตนาการข้ามไปอีกประมาณ 10 กว่าปี เป็นว่าหมออายุ 42 ปี น้ำหนักเกินเกณฑ์ไปเยอะเพราะกินแต่ขนม จมอยู่ที่โรงพยาบาล ที่ผ่านมาก็โดนโรงพยาบาลและสาธารณสุขใช้งานยิ่งกว่าคุ้ม เช่น หมออื่นๆ แต่คนไทยใจดี โดนใช้งานอย่างทาสก็สู้ ไม่ได้ออกกำลังกาย เริ่มปัสสาวะบ่อย หิวน้ำ ไปโอพีดี เจอตู้คอมพิวเตอร์คัดกรอง พูดคุยตอบโต้ได้ พอคอมพ์มันซักประวัติมันก็สั่งเจาะเลือด เจาะน้ำตาล เก็บปัสสาวะ สรุปก็เป็นเบาหวาน จากการประมวลข้อมูลที่สะสมมา เอาละพบโรคแล้ว หมอเองที่กลายเป็นคนป่วยก็กดคอมพ์ต่อ จากการประมวลผลเลือดและคอมพ์ก็อธิบายตัวโรคร่วมกับนัดตรวจเจาะหาไขมันเกาะตับ ทุกอย่างดูง่ายดาย ใช้สิทธิข้าราชการ ระบบคีย์ข้อมูลเบิกจ่ายทันที หลังจากที่พบหมอเบาหวาน เริ่มยาและทำนัดอัตโนมัติ เพื่อเจาะเลือดดูผลข้างเคียงของยา ซึ่งในวันเดียวกันนั้น ก็จะมีการตรวจเพิ่มเติมต่างๆ เช่นนัดตรวจม่านตา จอประสาทตา คัดกรองเบาหวานขึ้นตา เมื่อเข้าไปมีแค่เครื่องและคำสั่งออกมาจากลำโพงให้เอาคางมาวางแล้วอยู่นิ่งๆเพื่อที่จะให้มันถ่ายรูปหลังตา และประเมินเสร็จปรากฏว่า ผิดปกติจึงสั่งนัดหมอตาเรียบร้อยเสร็จรวดเร็ว ทุกอย่างภายใน 1 ชั่วโมงดีจริงๆ นี่คือตัวอย่างเทคโนโลยีมาช่วยสาธารณสุขและลดจำนวนความต้องการของหมอและผู้ทำงานในระบบสาธารณสุขไปได้เยอะ ตรงกับการขาดแคลนบุคลากร ถ้าไม่พัฒนาให้เร็วและทดแทนในจุดนี้คงจะไปต่อไม่รอด เพราะระบบใช้หมอ ใช้พยาบาลเกินคุ้มค่า เลยไม่ค่อยอยากอยู่กันนาน แถมอายุสั้น กลับมาเรื่องหมออ้วน ผ่านไปอีก 5 ปี อายุ 47 ปี คุมเบาหวานไม่อยู่ ไม่ยอมฝังที่ตรวจน้ำตาลอัตโนมัติ ไม่ยอมใช้เครื่องฉีดอินซูลินอัตโนมัติ สุดท้ายไตวาย ต้องฟอกไต ชีวิตเปลี่ยนแต่ก็ยังไปเที่ยวเล่นที่เมืองน่านและก็ถึงวันที่ติดเชื้อในปอด หมดสติหลังกินเหล้าเยอะ ไปจบที่โรงพยาบาลในเมืองน่านแต่ไม่มีปัญหาเพราะฐานข้อมูลบล็อกเชน (Blockchain) ทั่วประเทศเชื่อมต่อกัน แค่โรงพยาบาลน่านส่งคำขอไปโรงพยาบาลต้นสังกัดที่กรุงเทพฯก็ได้รับอนุมัติดูข้อมูลการรักษาสแกน และผลเลือด หมอที่รักษาก็สบาย ดูได้อย่างกับผู้ป่วยรักษาที่โรงพยาบาลน่านมาแต่เกิด เช็กยาที่ใช้อยู่ได้อย่างแม่นยำ ป้องกันการแพ้ยา และเมื่อเจาะเลือดก็มีผลมาเปรียบเทียบกับที่ผ่านมา ทำให้รักษาได้อย่างครบถ้วน ปลอดภัย และรวดเร็ว ผลเชื้อในปอดพบไวรัสที่กำลังแพร่ระบาด ระบบสามารถส่งข้อมูลไปยังกรมควบคุมโรค ป้องกันการแพร่กระจาย และจัดแจงส่งไวรัสไปถอดรหัสพันธุกรรมเพื่อเฝ้าระวังการกลายพันธุ์ทันทีจบด้วยดี สุดท้ายหายและออกจากโรงพยาบาลได้ในอีก 7 วัน ตอนกลับก็ไม่ต้องวุ่นวายเรื่องจ่ายเงินเพราะระบบเช็กสิทธิและทำการเบิกจ่ายได้อย่างอัตโนมัติ ไม่ต้องมานั่งกรอก และโรงพยาบาลน่านได้รับเงินหลังระบบตรวจสอบครบถ้วนทันที ผ่านไปอีก 3 ปี หัวใจหยุดเต้นเพราะคุมน้ำตาลไม่อยู่ ยาไม่กินแต่เซ็นขอไม่ปั๊มหัวใจไว้แล้วข้อมูลอยู่ในระบบจึงไปสบาย ไม่ต้อง ลำบาก ให้หมอไปคุยกับภรรยาให้ภรรยา หนักใจนี่ละคือสิ่งที่อยากให้สาธารณสุขไทยเป็น รวดเร็ว แม่นยำ ปลอดภัย เอกสารน้อย และอัตโนมัติ ระบบเก็บข้อมูลปลอดภัย แฮ็กไม่ได้ แก้ข้อมูลไม่ได้ และระบบเบิกจ่ายที่รวดเร็วไม่ต้องรอนานข้ามปี ร่วมกับฐานข้อมูลผู้ป่วยทั่วประเทศซึ่งนำมาใช้สำหรับการวางแผนป้องกันโรคที่จะเกิดในอนาคต ทั้งในระดับบุคคล (personalized medicine) และในระดับประเทศนอกจากนั้นยังสามารถตรวจสอบได้เมื่อมีความผิดพลาดมีการชดเชยให้อย่างเป็นธรรม แต่ขณะเดียวกันก็เป็นระบบยุติธรรม ข้อมูลครบถ้วนแก้เปลี่ยนไม่ได้ทั้งผู้รักษาและผู้ป่วย ถ้าเกิดมีการฟ้องร้องเกิดขึ้น จุดแรกเรื่องความเป็นไปได้ของฐานข้อมูลที่สามารถดูผ่านระบบเดียวกันได้ บอกก่อนว่านี่ไม่ใช่ฐานข้อมูลหนึ่งเดียวที่จะเก็บทุกอย่างไว้ แต่เป็นฐานข้อมูลโรงพยาบาลไหนก็ของคนนั้น แต่สามารถใช้ร่วมกัน มีการสื่อสารกันได้ตลอดเวลา เรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนเพราะขณะนี้หลายโรงพยาบาลมีการขยับขยายและเริ่มซื้ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ใหม่ๆ ฉะนั้นก่อนที่จะลงทุนจึงควรจะวางแผนร่วมกันให้ดีจะได้ไม่เสียเงินโดยไม่จำเป็นและซ้ำซ้อน เรื่องระบบ แล้วจะใช้ระบบไหนดี ราคาจะแพงมหาศาลไหมลองมาดูระบบสาธารณสุขที่ใกล้เคียงเราที่สุดคือประเทศอังกฤษ ระบบสุขภาพถ้วนหน้าจากการเก็บภาษีสุขภาพจากประชาชน ได้มีการดูถึงความเป็นไปได้ในการลงทุนระบบฐานข้อมูลหนึ่งเดียวที่ใช้ร่วมกันได้ทั่วประเทศเมื่อปี 2002 แต่ไม่ได้มีการจัดการระบบอย่างเป็นมืออาชีพสุดท้ายเสียเวลา เสียเงิน ไม่ได้งานเพราะโปรเจกต์ต้องถูกล้มเลิกในปี 2013 เนื่องจากประเมินราคาออกมาแล้วสูงถ้าจะทำให้สำเร็จต้องใช้เงินถึง 11,000 ล้านปอนด์หรือเป็นเงิน 500,000 ล้านบาท ล้มเลิกแถมยังเสียเงินกับค่าโปรเจกต์ที่ทำไปแล้วกว่า 3,000 ล้านปอนด์อีกด้วยปี 2020 เราต่างกับเขาอย่างไร 10 กว่าปีของการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด เราเห็นรถขับเอง การจับจ่ายที่แทบไม่ต้องใช้เงินสด เราเห็นหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด ระบบเรียนรู้ด้วยตนเอง การจับคลื่นไฟฟ้าหัวใจจากนาฬิกา และวิธีการตรวจหาเชื้อโรคอีกมาก ที่ข้ามไม่ได้คือสกุลเงิน บิทคอยน์ (bitcoin) จุดเริ่มต้นของระบบใหม่ของเราซึ่งใช้ technology บล็อกเชน เป็นตัวเก็บข้อมูล ระบบนี้ผุดขึ้นมาในปี 2009 ซึ่งใช้ในการแลกเปลี่ยนสกุลเงินบิทคอยน์ หลักการของการเก็บข้อมูลนั้นเวลาเราใส่ข้อมูลเข้าไป บล็อกข้อมูลจะถูกต่อเพิ่มและลงเวลาไว้เมื่อลงแล้วจะไม่สามารถเปลี่ยนหรือเอาออกได้ จากนั้นก็ได้มีการให้ความสนใจฐานข้อมูลนี้สำหรับสกุลเงินอื่นๆ เพราะว่ามันไม่สามารถแฮ็กได้ มีราคาถูกและเปลี่ยนแปลงข้อมูลที่ใส่เข้าไปแล้วไม่ได้ มันนั้นสามารถแชร์ข้อมูลที่เพิ่งลงไป ผ่านไปสู่จุดอื่นที่ต้องการ ได้อีกด้วย ดูดีก็เลยได้มีการนำฐานข้อมูลบล็อกเชนไปใช้กับการเก็บข้อมูลการขนส่ง การจัดเก็บสินค้า และอื่นๆจนมาถึงระบบฐานข้อมูลคนไข้ และมีความเป็นไปได้ที่ฐานข้อมูลจะสำเร็จในเงินจำนวนเพียง 1,000 ล้านบาท สำหรับทั่วประเทศฟังดูยอดเยี่ยมไหม เจ้าหน้าที่สาธารณสุขอยากทำงานต่อเลย.หมอดื้อ