โลกยังหยุดหมุนอยู่กับวิกฤติไวรัสมรณะ “โควิด-19”ตามสถานการณ์ที่นายเทดรอส แอดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กระตุ้นให้ทุกประเทศร่วมกันต่อสู้กับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่เป็น “ศัตรูต่อมนุษยชาติ” หลังจากจำนวนผู้ติดเชื้อทั่วโลกพุ่งเกินกว่า 240,000 คนแล้ว ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตทั่วโลกทะลุ 1 หมื่นรายยกระดับทำสงครามกับเชื้อโรคมหาภัย ที่ยังไม่มีวี่แววจะยุติลงเมื่อใดแต่แค่ ณ วันนี้ ไข้ “โควิด-19” ได้ก่อความเสียหายใหญ่หลวงต่อมนุษย์ทุกชาติทุกเผ่าพันธุ์บนโลกสุดจะประเมิน ทั้งในมิติทางสังคม ภาวะความมั่นคง และผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจติดเชื้อไวรัสงอมแงม ปั่นป่วนระส่ำระสายกันไปทั่วทุกทวีปในภาวะที่บีบคั้น สถานการณ์กดดันของประเทศไทยที่กำลังอยู่บนเขตแดนระยะ 2 สุ่มเสี่ยงเข้าระยะ 3 “Super Spreader” ตามรูปการณ์ที่รัฐบาลภายใต้ การนำของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม รับบทแม่ทัพใหญ่ศูนย์บัญชาการ “โควิด-19” ทำเนียบรัฐบาล“รวบอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง” หลังจากมีอาการเป๋ไม่เป็นขบวนขณะที่สถิติตัวเลขผู้ติดเชื้อพุ่งทะลุ 3-4 เท่าจากหลักสิบในช่วงแรกๆตอนหลังทะลุขึ้นหลัก 300 คน โดยส่วนใหญ่เป็นผลต่อเนื่อง การติดเชื้อลามจากสนามมวยลุมพินี ผับบาร์ย่านทองหล่อ และบางส่วนคือผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศกลุ่มเสี่ยงท่ามกลางเสียงโหวกเหวกโวยวายของฝ่ายที่ไม่เชื่อมั่นรัฐบาลเรียกร้องให้ “ปิดประเทศ” สกัดไวรัสมรณะลุกลามตามจังหวะสถานการณ์กระตุ้นกระแสตื่นกลัวของผู้คนในสังคมให้สับสนอลหม่าน อาการ “จิตตก” ลามไปถึงประชาชนในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล และตามหัวเมืองใหญ่เครียด วิตกกังวล พาลป่วย “จิตเภท” ก่อนติดเชื้อไวรัสอันตราย อย่างไรก็ดี มาถึงจุดนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งหลักได้นิ่งกว่าช่วงแรก ไม่ตื่นตูมตามกระแส โดยเฉพาะการแห่ด่าในโลกโซเชียลมีเดียแบบไทยๆที่เน้นอารมณ์มาก่อนหลักการเหตุผลนายกรัฐมนตรีไม่เต้นตามแรงกดดัน ยืนยันเดินตามยุทธศาสตร์ที่สำคัญมีการอธิบายถึงเหตุผล ทำไมยังยื้อไม่ “ล็อกดาวน์” เมืองไทย“ถ้าคำว่าปิดประเทศจะวุ่นวายไปหมด ถ้าปิดจังหวัดคนเข้าออกไม่ได้ รถราเข้าไม่ได้เหมือนอู่ฮั่นที่ปิดเมือง เข้าใจไหม ตอนนี้เราต้องการอย่างนั้นแล้วหรือยัง คนเข้าออกไม่ได้ รถเข้าออกไม่ได้ เครื่องบินเข้าไม่ได้ ทุกอย่างเข้าไม่ได้ แล้วท่านจะอยู่กันไหวไหม ตอนนี้สถานการณ์ยังไม่รุนแรงขนาดนั้น ถ้าถึงขนาดนั้นผมก็ต้องปิดแบบที่ว่า แต่จะทำยังไงจะอยู่กินกันอย่างไรก็ต้องเตรียมอีก”สรุปคำว่า “ปิดประเทศ” ไม่ใช่แค่ห้ามคนบินเข้าออกมาแพร่เชื้อเท่านั้นแต่มันหมายถึงการบริหารจัดการชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนหลายสิบล้านคนที่ต้องเก็บตัวอยู่ในบ้าน ห้ามออกนอกเคหสถาน การกินการอยู่ รัฐบาลต้องมีการจัดส่งให้ตามบ้านแค่คิดภาพตามยังมโนเห็นความวุ่นวายในเชิงปฏิบัติยุ่งยากเต็มทีไม่ต้องพูดถึงความเสียหายในเชิงเศรษฐกิจที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยประเมินตัวเลข หากมีการปิดประเทศจะทำให้เมืองไทยเจ๊งเดือนละ 2.4 แสนล้านบาทมันจึงเข้าใจได้ ทำไม พล.อ.ประยุทธ์ ถึงดึงไว้เป็นมาตรการสุดท้ายแต่เลือกที่จะค่อยๆยกระดับมาตรการรับมือการแพร่ระบาดของไวรัสที่เข้มข้นเข้มงวดมากขึ้น อย่างที่ ครม.มีมติยกเลิกวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ ให้ปิดสถานศึกษาทุกประเภท สถานบันเทิง โรงหนัง ผับ บาร์ สนามมวย ร้านนวดแผนโบราณ ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล เป็นเวลา 14 วัน สั่งห้ามข้าราชการเดินทางไปต่างประเทศ งดกิจกรรมเคลื่อนย้ายข้ามจังหวัด ส่งเสริมให้หน่วยงานทำงานที่บ้าน ฯลฯโดยมอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดควบคุมสถานการณ์แต่ละพื้นที่ล่าสุดนายกฯได้ขอความร่วมมือประชาชนร่วมกันดูแลตนเอง ด้วยการงดสังสรรค์ งดเคลื่อนย้ายกลับภูมิลำเนา โดยเฉพาะจาก กทม. และปริมณฑล เพื่อลดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสแนะนำให้คนอยู่บ้าน “หยุดเชื้อเพื่อชาติ”โดยรูปการณ์ มันก็คือมาตรการ “ปิดประเทศ” ด้วยความสมัครใจร่วมมือ มากกว่าการบังคับ “ล็อกดาวน์”ส่วนการเตรียมแผนรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินหากมีการลุกลาม นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค ยืนยันทีมสาธารณสุขได้เตรียมร่วมกับโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลของเหล่าทัพ ตำรวจ เอกชน รองรับผู้ป่วย โดยมีการสำรองเตียงใน กทม.และต่างจังหวัดทั่วประเทศ มากกว่า 7,000 เตียงและหากผู้ป่วยเพิ่มขึ้นจะพิจารณาเปิดโรงพยาบาลสนาม พร้อมสำรองยา เวชภัณฑ์ อุปกรณ์ป้องกันตนเองอย่างพอเพียง ขอให้อุ่นใจว่า หากประชาชนเจ็บป่วยติดเชื้อจริงจะได้รับบริการขณะที่อีกด้านนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กับนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ได้เรียกประชุมผู้ประกอบการยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค ยืนยันความพร้อมในการผลิตสินค้าเพียงพอกับความต้องการของประชาชน ไม่ต้องแตกตื่นซื้ออาหาร ของใช้กักตุนโดยเฉพาะของจำเป็นอย่างหน้ากากอนามัยจะมีการให้โรงงานสิ่งทอผลิตจำนวน 20 ล้านชิ้น แจกให้ประชาชนฟรี รวมถึงแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อโรค เจลล้างมือ จะมีเพียงพอให้ป้องกันตัวเองทั่วถึงส่วนนายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง ก็แสดงความพร้อมเร่งออกมาตรการชุดที่ 2 ในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการระบาดของเชื้อโควิด–19 ให้มีข้อสรุปโดยเร็วป้องกัน แก้ไข เยียวยา รัฐบาลรับมือวิกฤติไวรัสมรณะได้อย่างเป็นระบบและทั้งหมดทั้งปวง มันสำคัญตรงภาพที่มีการแชร์ไปทั่วโลกออนไลน์ ช็อตที่ พล.อ.ประยุทธ์ นั่งร่วมโต๊ะประชุม รับฟังคำแนะนำจากคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ก่อนวงประชุมศูนย์บริหารโควิด–19ประกอบด้วย นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร นายกสภามหาวิทยาลัยมหิดล อดีต รมว.สาธารณสุข นพ.อุดม คชินทร อดีตคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล นพ.ยง ภู่วรวรรณ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยา จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ ศ.นพ.อมร ลีลารัศมี อาจารย์แพทย์อายุรศาสตร์ นายกแพทยสมาคม ศ.พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์ นายกแพทยสภา นี่คือภาพเดียวที่สร้างความเชื่อมั่น มากกว่าล้านคำพูดมันคือช็อตที่กระตุกความมั่นใจ นายกรัฐมนตรีฟังจากคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเบอร์ต้นๆของประเทศและชื่อชั้นระดับโลก ในการกำหนดมาตรการรับมือไวรัสโควิด–19ข้อพิสูจน์ที่นายกฯไม่ได้คิดเองเฉพาะในวงนักการเมืองแต่รัฐบาลขาดทีมโฆษก “ฉลาดพูด” ทำให้การสื่อสารกับประชาชนทำได้ไม่ตรงตามยุทธศาสตร์นั่นไม่เท่าการถูกกลบด้วยปมฉาวทางการเมืองแทรกวิกฤติความเป็นความตายทั้งปมกักตุนหน้ากากอนามัยภายใต้การบริหารจัดการของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ ที่บานปลายกลายเป็นศึกในพรรคประชาธิปัตย์ ลากไส้แฉประจานกดดันกันเองให้แสดงความรับผิดชอบ ตอกย้ำความผิดปกติไหนจะอาการขบเหลี่ยมที่ทีมงานภูมิใจไทยภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและ รมว.สาธารณสุข กับผู้มีบารมีนอกพรรคอย่างนายเนวิน ชิดชอบ ที่เผลอเป็นลองของ ทดสอบอำนาจ “บิ๊กตู่”ปาดหน้า ล้ำเส้น สร้างความสับสน ไปกันคนละทางทำให้ความเชื่อมั่นลดลงตามอาการเครื่องรวนของพรรคร่วมรัฐบาลที่จูนกันไม่ติดแต่โชคดีที่เครดิตของทีมปรมาจารย์ทางการแพทย์ และบุคลากรสาธารณสุขของไทย มีความแข็งแกร่ง นั่นไม่เท่ากับว่า พล.อ.ประยุทธ์ก็ฉลาดพอที่จะมอบธงให้แพทย์เป็นฝ่ายนำ โดยรัฐบาลสนับสนุนในทุกมิติระดับความเชื่อมั่นในการรับมือไวรัสมรณะจึงถูกฉุดกลับมานั่นก็เหลือแค่ในส่วนของประชาชน ในเมื่อผู้นำรัฐบาลฉายภาพ ยกระดับความมั่นใจในการรับมือสงครามโควิด-19 ได้ระดับหนึ่ง ตามที่เรียกร้องแล้วประชาชนเองก็ควรต้องยกระดับการ “ตื่นรู้” มากกว่า “ตื่นตูม”ให้ความร่วมมือกับรัฐบาล ทำตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อตัวเองและสังคมเบื้องต้นต้องจัดลำดับความสำคัญในการเสพข้อมูลข่าวสารในวิกฤตการณ์ต้องช่วยกันดูแลตัวเองสถานการณ์ความเป็นความตายอย่างนี้ต้องฟังจาก “ศูนย์โควิด-19” ของรัฐบาล ที่นำโดยบุคลากรทางการแพทย์กระทรวงสาธารณสุข ที่เต็มไปด้วยองค์ความรู้ ข้อมูลการแพร่ระบาดจากทุกหน่วย และอำนาจบริหารจัดการสถานการณ์ตามกฎหมาย รองลงมาก็คือผู้นำรัฐบาลและฝ่ายบริหารที่กุมอำนาจบริหารสั่งการส่วนแพทย์ นักวิชาการทั่วไปที่มีองค์ความรู้ ก็เชื่อได้ในระดับที่เป็นข้อมูลในการระมัดระวังตัว แต่ไม่ถือว่าชัวร์เสียทีเดียว เพราะไม่ได้เข้าถึงข้อมูลเชิงลึกเท่าทีมแพทย์ของรัฐบาล และที่ตัดออกจากสารบบไปได้ก็คือ “Fake news” ข่าวลวง ข่าวเท็จ ไม่มีแหล่งที่มาที่ไปแต่ที่ร้ายกว่าก็คือเกมการเมืองที่เอามาเร้า “ดราม่า” ขย่มเครดิตรัฐบาลแบบที่ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ กับนายจาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย ถูกวิจารณ์ไม่เช็กข้อมูลให้ดี ก่อนแชร์เรื่องที่ผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กรายหนึ่ง โพสต์ข้อความอ้างเจ้าตัวเดินทางกลับจากบาร์เซโลนา ประเทศสเปน ที่กำลังมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 อยู่ในช่วงเวลานี้ ถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิประเทศไทยแล้วไม่โดนตรวจไข้ เดินเข้ามาแบบสบายๆทั้งๆที่เจ้าหน้าที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิแถลงยืนยันผู้ใช้เฟซบุ๊กดังกล่าว ไม่ยอมเปิดตัวยืนยันข้อมูลและถูกจับโป๊ะแตก เหมือนเป็นภาพเก่าตั้งแต่ปี 2562แบบนี้ต้องจัดอยู่ในชั้น “มือไม่พายเอาเท้าราน้ำ” พังบ้านตัวเอง.“ทีมการเมือง”