“โควิดวิกฤติโลก” ตายเกือบ 8 พันรายแล้ว เชื้อไวรัสมรณะยังลุกลามสร้างความเสียหายต่อไปไม่หยุดยั้ง มวลมนุษยชาติต่างภาวนาให้เหตุการณ์เลวร้ายผ่านพ้นไปโดยเร็วเช่นเดียวกับประเทศไทยที่อยากให้ผ่านสถานการณ์ยากลำบากนี้ไปโดยไวถือเป็นภาระอันหนักอึ้งของ “รัฐบาลลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ถ้าจบช้าไวรัสมรณะยังลามไม่หยุด ก็อยู่ไม่ได้เหมือนกันช่วงนี้เป็นจังหวะอากาศร้อน เหมาะที่จะจัดการให้เด็ดขาดเฉียบพลัน หากปล่อยเวลาล่วงเลยจนก้าวเข้าสู่ฤดูฝน อาจแก้ไขลำบากกว่าเดิม ฉะนั้นจะทำอะไรต้องรีบทำแล้วล่าสุดรัฐบาลงัดยาแรงยกระดับขึ้นมาอีกขั้นด้วยการปิดผับ บาร์ สถานบันเทิง โรงหนัง อาบอบนวด ฟิตเนส สนามม้า สนามมวย สนามกีฬา โรงเรียน มหาวิทยาลัย 14 วัน ทั่วกรุงเทพฯและปริมณฑลงานอีเวนต์ คอนเสิร์ต ต้องงดหมด “ลุงตู่” ย้ำว่าต้องชะลอการแพร่ระบาดระยะ 2 ให้นานที่สุดไม่ได้ปิดเมือง ปิดประเทศ แค่ยกระดับเข้มข้น รัฐบาลขอประชาชนอย่า “ตระหนก”แต่อาการ “แพนิก” ของประชาชนบางส่วนมันห้ามไม่อยู่ คนออกมากว้านซื้อของกิน ของใช้ไปกักตุนจนร้านค้าหามาเติมไม่ทันแล้วล่าสุดนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กับนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ได้เรียกประชุมผู้ผลิตค่ายใหญ่มาเน้นย้ำ 2 เรื่อง คือหน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ และสินค้าอุปโภค บริโภครับประกันไม่มีขาดแคลน กระทรวงอุตสาหกรรมขอให้โรงงานสิ่งทอช่วยผลิตและแจกหน้ากากอนามัย 10 ล้านชิ้นตั้งแต่สัปดาห์หน้า ขณะที่ ปตท. ไทยเบฟ ยูนิลีเวอร์ เร่งผลิตสเปรย์แอลกอฮอล์ส่วนเรื่องของกินของใช้เหลือเฟือแน่นอน ประชาชนสบายใจได้ไม่ต้องห่วงเรื่องนี้อย่างไรก็ตามจากปรากฏการณ์ประเทศไทยที่พบเจอคนติดเชื้อมากขึ้นเรื่อยๆ ช่วงหลังเฉลี่ยวันละ 30 คน จากก่อนหน้านี้แค่วันละไม่กี่คน หมายความว่าเชื้อกระจายลุกลามไปไกล จนไล่กวดไม่ทันแล้วแม้ระบบสาธารณสุขของเราจะค่อนข้างแข็งแกร่ง ได้รับการยอมรับบนเวทีโลก สร้างความอุ่นใจได้ระดับหนึ่ง แต่ตอนนี้การสนับสนุนจากภาครัฐน้อยมาก แถมนโยบายยังไม่ชัดเจน การบริหารจัดการจึงสับสนอลเวงคนติดเชื้อจะต้องไปอยู่ที่ไหน อย่างไร สถานพยาบาลรองรับยังไม่ชัดเจน คนป่วยยังไม่มีเตียงแยก ยังไม่มีที่เฉพาะ คนมีเงินยังลำบาก นับประสาอะไรกับชนชั้นกรรมาชีพเป็นไข้เข้าข่ายต้องสงสัยจะตรวจฟรีมีมั้ย?ตรวจเจอแล้วรัฐบาลรักษาให้ตามที่บอกไว้หรือเปล่า?มีบางเคสป่วยไปรักษา เช็กบิลออกมาเป็นแสนก็จ่ายเอง ยังต้องตามทวงกันอยู่เลย!!!เหล่านี้เป็นปัญหาที่ต้องเร่งสะสางให้เกิดความชัดเจน ใครติดเชื้อ จะได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที รัฐบาลดูแลอย่างดีทุกเคสทุกกรณีทำได้แบบนี้จะสร้างหลักประกันความมั่นใจให้ประชาชน ลดอาการ “แพนิก” ได้ดีกว่าการสวดมนต์ไล่ไวรัส ทั้งที่ใจยังสั่นการทำบุญประเทศ สวดมนต์ขจัดเภทภัย ปลุกขวัญกำลังใจ เป็นเรื่องดีและในอดีตเราก็เคยทำมาหลายครั้ง แต่สำคัญมันต้องอยู่บนพื้นฐานของการเห็นโอกาส และความหวังด้วย หันไปดูข้อเสนอของฝ่ายค้าน ที่ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย โยนออกมาล่าสุดค่อนข้างน่าสนใจ ดีกว่าพวกโฆษกผีเจาะปากที่ด่าล้างผลาญกันไปมายกระดับการควบคุมด้วยการห้ามบิน หรือใครเข้ามาต้องกักกัน โดยไปเหมาโรงแรมบางแห่งที่ตอนนี้มีคนพักน้อยอยู่แล้วมารองรับและตัดสินใจ “ผ่าฝี” ลุยปูพรมค้นหาผู้ติดเชื้อ โดยใช้กลไกสาธารณสุขระดับล่างตรวจซ้ำ 3-4 รอบขอให้นายกฯกล้าตัดสินใจใช้เวลาประมาณ 3 สัปดาห์ จะเห็นภาพชัดเจน ง่ายต่อการบริหารจัดการแน่นอนว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อจะทะยานพุ่งสูงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่มากแน่แบบนั้นก็หูตาตื่นเหมือนกัน แล้วจะไล่เรียงกันไหวไหมว่าแต่ละคนติดจากที่ไหน ยังไง สืบต้นตอกันไม่เจอ เสี่ยงถูกจัดลำดับเป็นประเทศ แพร่กระจายเชื้อระยะ 3ประชาชนต้องอยู่แต่ในบ้านห้ามออกไปไหน รอรับของอุปโภค บริโภค ที่รัฐบาลต้องลำเลียงมาส่งถึงหน้าบ้านถ้าถึงขั้นวิกฤติปิดประเทศของจริงแบบนั้นจะไหวรึเปล่า.ทีมข่าวการเมือง