ขณะที่องค์การอนามัยโลกประกาศให้โควิด-19 เป็นการแพร่ระบาดของโรคร้ายแรงทั่วโลก มีผู้ป่วยถึง 118 ประเทศ กว่า 1.2 แสนคน เสียชีวิตเกือบ 5 พันคน ประเทศไทยยังระบาดอยู่ในระยะที่ 2 แต่ยังมีความเสี่ยงสูงที่จะระบาดในวงกว้างข่าวที่น่าตกใจคือการแถลงข่าว ของ นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พบผู้ติดเชื้อรวดเดียว 11 คน เป็นคนไทยและอยู่ในกลุ่มเพื่อน ได้รับเชื้อจากการเลี้ยงสังสรรค์กับเพื่อนชาวฮ่องกง น่าจะมีการดวลเหล้ากันแบบหัวราน้ำเพราะดื่มเหล้าแก้วเดียวกัน สูบบุหรี่มวนเดียวกัน แต่ปลัด สธ.ยืนยันว่าการระบาดในไทยยังอยู่ในระยะที่ 2 เพราะอยู่ในวงจำกัด แต่การเพิ่มรวดเดียว 11 คน ถือว่าน่าตกใจเนื่องจากหลายประเทศ เช่นอิตาลี อิหร่าน และเกาหลีใต้ ยังมีการแพร่ระบาดรวดเร็วเหมือนไฟลามทุ่ง รัฐบาลไทยจึงต้องประกาศมาตรการใหม่ เพื่อควบคุมการระบาดของโรคให้เข้มงวดยิ่งขึ้น เช่น การปิดศูนย์กักกันโรค ให้ไปกักกันผู้ต้องสงสัยในบ้านของตนเอง และยกเลิกการให้วีซ่าแบบวีโอเอ แก่ผู้ที่มาจาก 16 ประเทศแต่ที่น่ากังวลคือผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังของประเทศ ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่าในช่วงครึ่งปีแรก เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบไม่ต่ำกว่า 5 แสนล้านบาท หากไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะทำให้จีดีพีขยายตัวต่ำกว่า 1% บางคนเรียกว่า “เผาจริง”แต่ท่ามกลางภาวะวิกฤติ มีทั้งข่าวดีและข่าวร้าย ข่าวดีอย่างหนึ่งก็คือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขไทยยืนยันว่า เชื้อโควิด-19 ในอากาศไทยจะมีชีวิตยืนยาวได้ แค่ 6 ชั่วโมงก็จะตายไป อากาศยิ่งร้อนยิ่ง เป็นคุณแก่คนไทย ข่าวดีอีกด้านหนึ่งคือการติดเชื้อและการตายในประเทศจีนลดลงไปมาก จนประกาศ “ชัยชนะ” แสดงว่าเป็นไวรัสที่ควบคุมได้แต่สำหรับประเทศไทยซึ่งเป็นกึ่งประชาธิปไตย กึ่งเผด็จการนอกจากจะต้องเผชิญกับไวรัสมรณะแล้ว ยังลุกลามกลายเป็นความขัดแย้งทางการเมือง มีการกล่าวหาการเมืองเรื่องการกักตุน หรือการหายสาบสูญไปของหน้ากากอนามัย ที่เชื่อว่าเคยมีอยู่อย่างเหลือเฟือหลายร้อยล้านชิ้น แต่กลับขาดแคลนที่โรงพยาบาลมีรายงานข่าวที่ไม่มีการยืนยันในระยะแรกๆ ระบุว่าต้นเหตุของไวรัสโคโรนาคือรสนิยมการ “เปิบพิสดาร” ของคนจีนบางกลุ่ม ที่ชอบบริโภคค้างคาว เท็จจริงอย่างไรยังไม่ชัดแจ้ง แต่ที่แน่ๆก็คือรัฐบาลจีนและชาวจีนกำลังแสดงความสามารถในการป้องกันและปราบปรามโรคร้าย ส่วนคนไทยก็ต้องท่องคาถาบทเก่า “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ...”.