สถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทย ต้องยกระดับการป้องกันเข้มข้นมากขึ้นไปอีก เมื่อต้องเตรียมรับ “ผีน้อย” แรงงานไทยผิดกฎหมายนับหมื่นคนที่จะเดินทางกลับจากเกาหลีใต้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เรียกประชุมเร่งด่วนหามาตรการจ้าละหวั่น เพื่อบริหารจัดการให้รัดกุมที่สุด ปลอดภัยที่สุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นเพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย มิฉะนั้นจากความ “ตระหนัก” จะกลายเป็นความ “ตระหนก”จับสัญญาณนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและ รมว.สาธารณสุข ดูเป็นกังวลไม่น้อยกับเหตุการณ์เฉพาะหน้านี้ ยอมรับยังไม่มีแผนที่ชัดเจน เป็นโจทย์ยากสุดๆถึงขั้นเอ่ยปาก “ถ้าผีน้อยไม่ใช่คนไทยป่านนี้ประกาศไม่ให้มาแล้ว”อย่างไรก็ตามยังไม่มีการประกาศระยะที่ 3 เพราะยังไม่มีการแพร่ระบาดในประเทศเป็นวงกว้าง คนไข้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่รักษาอยู่ในโรงพยาบาลตอนนี้เหลือแค่ 10 คน ที่เหลือกลับบ้านได้หมดแล้ว“เสี่ยหนู” บอกให้เบาใจได้ แต่ก็ยังวางใจไม่ได้เลยล่าสุดนายกฯบอกว่าคนที่มาจากเมืองแทกู และจังหวัดคยองซัง-เหนือ ที่มีการแพร่ระบาดมากที่สุดในเกาหลีใต้ จะต้องถูกกักตัว 14 วัน ไม่ให้กลับบ้านส่วนผู้ที่เดินทางกลับจากเมืองอื่น ถ้ามีไข้จะส่งเข้าโรงพยาบาลเช็กอาการและกักตัวไว้ สำหรับผู้ที่ไม่มีไข้จะส่งไปยังพื้นที่ควบคุมตามภูมิลำเนาเป็นเวลา 14 วัน โดยให้กระทรวงมหาดไทยและผู้ว่าฯจัดการสถานที่ออกมาตรการเข้มเพื่อความสบายใจของทุกฝ่ายส่วนผลกระทบเรื่องเศรษฐกิจก็น่าเป็นห่วง นายกฯสั่งการให้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ และนายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง จัดทำมาตรการบรรเทาผลกระทบและกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นมาตรการภาษี พักชำระหนี้ จ้างงาน สร้างความเชื่อมั่น แว่วว่าจะเสนอ ครม.ได้ด่วนจี๋วันศุกร์นี้เลยเพราะผลกระทบที่เกิดขึ้นมันเหมือนวิกฤติซ้อนวิกฤติ เศรษฐกิจส่อทรุดยาวผลกระทบโควิด-19 ลามไปทุกวงการ ห้าง ร้าน ท่องเที่ยว โรงแรม กระทบเป็นลูกโซ่ วันนี้คนจะออกไปไหนก็ชั่งใจแล้วชั่งใจอีกจำเป็นจริงๆอย่างน้อยก็ต้องมีเครื่องป้องกันแต่น่าตกใจว่าตอนนี้หน้ากากอนามัยขาดตลาด หรือถ้าหาซื้อได้ก็ราคาแพงโอเว่อร์โก่งราคากันบ้าเลือด ซ้ำเติมคนจนต้องอยู่อย่างเหลื่อมล้ำ เจ็บป่วยเมื่อไหร่เสี่ยงตายทุกเมื่อล่าสุดมีขบวนการรีไซเคิลหน้ากากอนามัย หากินกับความตาย ทำไปได้ยังไง ต้องถามนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯและ รมว.พาณิชย์ ทำอะไรอยู่ ทำไมควบคุมสินค้าอย่างหน้ากากอนามัย หรือเจลล้างมือไม่ได้ นอกจากราคาจะเพิ่มขึ้นหลายเท่าแล้ว ยังขาดตลาดอีกชั่วโมงนี้โควิด-19 กลบทุกเรื่องราวจนมิด ความจริงแว่วว่าหลังศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจเสร็จสิ้น จะมีการเขย่าโผปรับ ครม.กันแบบจริงจังขนานใหญ่ แต่เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้เลยต้องระงับไว้ก่อนแต่ดูทรงแล้วปรับ ครม.ครั้งถัดไปพรรคประชาธิปัตย์อาจโดนจังๆ เพราะนอกจากจะทำงานแบบ “รัฐอิสระ” ไม่ประสานความร่วมมือกับพรรคร่วมอื่นๆแล้ว ภายในพรรคยังดูขัดแย้งแตกแยกขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆขยันเติมเสียงเข้ามาให้ตัวเองตลอด จนรัฐบาลหลุดพ้นภาวะเสียงปริ่มน้ำแล้วถ้าเทียบง่ายๆภูมิใจไทยมีเสียงเติมเข้ามา 9 เสียง ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีเลย ก็คิดง่ายๆว่ากรณีภูมิใจไทยไม่ได้เก้าอี้รัฐมนตรีเพิ่ม ประชาธิปัตย์ก็อาจโดนเฉือนออกไป 1 เก้าอี้แว่วข่าวได้ยินชื่อคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ อาจหลุดออกไป หลายคนยังตกใจเอ่ยชื่อนี้มามีอยู่ใน ครม.จริงๆหรือ เพราะทำงานเหมือนแอร์ชั้นดี เย็นเฉียบเงียบสุดๆหนำซ้ำอาจโดนข้อหาหมั่นไส้ทำตัวเป็นฝ่ายค้านในรัฐบาล ถูกตัดโควตาจากกระทรวงหลักลดเกรดลงไปอีก 1 ตำแหน่ง แก้เผ็ดเอาคืนสมัยโดนขี่คอตอนตั้งรัฐบาลใหม่แบบทบต้นทบดอกแต่ชั่วโมงนี้รัฐบาลต้องทำงานแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากันก่อน โควิด-19 ถ้าทำไม่ดีก็พังกันทั้งรัฐบาลโชคยังดีที่ไม่ต้องกังวลหอกดาบจากฝ่ายค้านเท่าไหร่ เพราะวันนี้ยังทะเลาะกันไม่เลิก หลังอภิปรายไม่ไว้วางใจพรรคเพื่อไทยกับอดีตพรรคอนาคตใหม่ระหองระแหงด่ากันกระหึ่มโซเชียลถึงตอนนี้ในพรรคเพื่อไทยก็ยังเฉ่งปี๋กันไม่จบ เมื่อ 3 มี.ค. เปิดฟลอร์ให้ ส.ส.ขึ้นธรรมาสน์ด่าผู้บริหารอย่างดุเดือด ทั้งประธานวิปฝ่ายค้าน มืออภิปรายฉายหนังยาว 2-3 ชั่วโมง โดนด่ายับเรื่องคุมเวลา พูดซ้ำซากขายของเก่าผู้ใหญ่บางคนไปให้ท้ายอดีตพรรคอนาคตใหม่ ยืนแถลงข่าวกับเขาด้วย ถูกจี้ให้พรรคสอบสวนสาดเสียเทเสียกันเละเทะ รัฐบาลงานเบาลงเยอะเลย.ทีมข่าวการเมือง