นายจะเด็จ เชาวน์วิไล ผอ.มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล เปิดเผยถึงสถานการณ์ความรักรุนแรงที่มักจะจบลงด้วยความสูญเสียว่า หลายคนคิดว่าคนรักเป็นสมบัติของตัวเอง รู้สึกถึงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ อยากให้ทำอะไรตามที่ตัวเองต้องการ ตีกรอบกับการใช้ชีวิตของอีกฝ่าย มีการแสดงความหึงหวง รู้สึกไม่พอใจเมื่อถูกตีตัวออกห่าง แม้จะเลิกรากันไปแล้ว จนนำไปสู่การใช้ความรุนแรงและหนักสุดถึงขั้นฆ่ากันผอ.มูลนิธิหญิงชายก้าวไกลกล่าวด้วยว่า หากย้อนกลับไปดูผลสำรวจข่าวความรุนแรงบน หน้าหนังสือพิมพ์ ในปี 2561 โดยมูลนิธิหญิงชาย–ก้าวไกล พบว่า มีข่าวความรุนแรงในครอบครัวกว่า 623 ข่าว เป็นข่าวการฆ่ากันถึง ร้อยละ 61.64 ฆ่าตัวตาย ร้อยละ 14.19 ทำร้ายกัน ร้อยละ 14.45 ซึ่งมากกว่าปีก่อนๆ โดยเฉพาะข่าวการฆ่ากันเกิดขึ้นมากกว่าปี 2559 ถึง 158 ข่าว การฆ่ากัน พบว่า สามีเป็นผู้กระทำต่อภรรยา ร้อยละ 73.3 โดยใช้ปืนยิง ร้อยละ 49.7 ใช้มีด/ของมีคม ร้อยละ 32.8 ใช้ของแข็ง/ไม้หน้าสาม ร้อยละ 6.6 ตบตี ทำร้ายร่างกายจนเสียชีวิต ร้อยละ 4.4 สำหรับคู่รักที่เป็นแฟนกัน พบว่า ฝ่ายชายกระทำต่อฝ่ายหญิง ร้อยละ 58.2 กระทำต่อผู้เกี่ยวข้อง ร้อยละ 32.8 สาเหตุส่วนใหญ่มาจากการหึงหวง ระแวง และนอกใจ ร้อยละ 55.7 ง้อแต่ไม่คืนดี ร้อยละ 20.8 เมาเหล้า/ยาเสพติดร้อยละ 10.9นายจะเด็จกล่าวอีกว่า หากเรายังไม่ปรับเปลี่ยนฐานคิด ยังคิดว่าคนรักเป็นสมบัติของตัวเอง ใช้อำนาจแบบชายเป็นใหญ่ ขาดความเข้าใจซึ่งกันและกัน ความรักก็อาจนำไปสู่ความรุนแรงและจบด้วยเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง ทั้งนี้อยากฝากถึงกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ให้เร่งทำงานเชิงรุก ให้อาสาสมัครคอยเฝ้าระวังในชุมชนรอบเมือง และชนบท ตลอดจนให้คอยแจ้งเหตุกับตำรวจ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และประชาสัมพันธ์ให้หน่วยงานที่แก้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว เช่น ศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300 ศูนย์ร้องทุกข์ของศาลเยาวชนและครอบครัว ศูนย์พึ่งได้ของกระทรวงสาธารณสุข ให้ประชาชนได้รับรู้ และรีบแจ้งเหตุ รวมถึงควบคุมการใช้อาวุธปืน ต้องดำเนินการตรวจสอบประวัติคนซื้อ ว่ามีแนวโน้มที่จะไปก่อเหตุความรุนแรงด้วยหรือไม่.