แกงเห็ดป่าที่นิยมอย่างมาก แต่ไม่ว่าจะมีประสบการณ์ในการเก็บของป่าแค่ไหนหรือมือใหม่ก็อาจพลาดและแยกแยะไม่ได้ เมื่อมีเห็ดพิษปนเข้ามาก็เป็นเรื่อง อยากให้ระวังการเก็บของป่า การกินอาหารป่า ทั้งนี้ต้องไม่ทำให้เกิดการบุกรุกป่า แย่ไปกว่าสภาพเดิมซึ่งก็อาจไม่ดีมากนักอยู่แล้วการทำลายธรรมชาติยังรวมถึงการก่อไฟไม่ระมัดระวัง ก็ทำให้เกิดความเสี่ยงไฟลุกลาม นอกจากนั้นยังอาจจะไปติดเชื้อโรคจากในป่ามาแพร่ให้คนใกล้ตัวอีกด้วยพูดถึงเรื่องเห็ดเพราะวันนี้จะเป็นการนำบทความที่ตีพิมพ์ในวารสาร Tropical Doctor เดือนมกราคม 2020 หัวข้อ Low-cost management of mushroom poisoning in a limited-resource area : a 12-year retrospective study หรือการรักษาคนไข้ที่กินเห็ดพิษเช่น เห็ดระโงกซึ่งมีพิษร้ายแรงโดยใช้แค่ยาฉีดราคาถูกที่มีในโรงพยาบาลแทบทุกโรงพยาบาล โดยไม่จำเป็นต้องใช้ของฝรั่งแพงๆ แถมยังดีกว่าอีกด้วยการศึกษานี้เป็นการศึกษาชนิดดูข้อมูลย้อนหลังของโรงพยาบาลจังหวัดเลยเห็ดระโงกพิษ ในสกุล Amanita ถือเป็นเห็ดพิษชนิดรุนแรงและเป็นอันตรายที่สุด มีพิษ Amatoxin (อมาทอกซิน) ที่ทนความร้อน ถึงจะกินสุกก็ยังตายได้อยู่ดี เห็ดประเภทนี้เจอได้ในประเทศไทยโดยเฉพาะทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ โดยพิษจากอมาทอกซินสามารถไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์สังเคราะห์พันธุกรรม (RNA polymerase 2) และหยุดการสร้างดีเอ็นเอซึ่งก็หมายความว่าจะไม่สามารถสร้างโปรตีนมาซ่อมแซมอวัยวะที่เสียหายจากฤทธิ์การทำลายดีเอ็นเอ (protoplasmic poison) ได้ ไปกระตุ้นให้เซลล์ตาย ตับเป็นอวัยวะที่เสียหายจากพิษนี้มากที่สุดเพราะการดูดซึมสารพิษจากการกินจะต้องผ่านตับก่อน และตับเองมีหน้าที่กำจัดสารพิษอยู่แล้ว เมื่อรับประทานเห็ดพิษ และไปโรงพยาบาลทันภายใน 1 ชั่วโมง แนะนำให้สวนล้างกระเพาะอาหาร (gastric lavage) แต่หลังจากนั้นไม่มีประโยชน์ น้อยคนที่จะมาภายในเวลาและมาเมื่อเริ่มแสดงอาการในขั้นที่หนึ่ง เช่น คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย ซึ่งจะเกิดภายใน 24 ชั่วโมงหลังกินปัญหาคือจะไม่สามารถแยกหรือแยกยากจากอาหารเป็นพิษได้ ที่เกิดประมาณ 6–12 ชั่วโมง ซึ่งการซักประวัติถึงการกินเห็ดจึงมีความสำคัญ และจะทำให้สามารถรักษาได้ทันท่วงทีหลังจากการที่มีอาการแบบอาหารเป็นพิษไปแล้ว อาการจะดีขึ้น แต่จะเริ่มมีตับอักเสบโดยค่าเอนไซม์ตับจะเริ่มขึ้นได้ตั้งแต่ช่วงสองวันแรกและเป็นช่วงเวลาที่จะต้องเริ่มการรักษาเพื่อกันไม่ให้ตับวายเมื่อถึงวันที่สามหลังกินเห็ดพิษ โอกาสรักษาให้รอดนั้นต่ำลงพอสมควร ไปถึงวันที่สี่จะถึงขั้นที่สองที่มีอาการของตับวายแสดงออกมาเช่น ตัวเหลือง ตาเหลือง ในขั้นที่สามเมื่อตับวายแล้ว ความดันโลหิตตก ไตวายจากการที่ร่างกายบีบเส้นเลือดที่เลี้ยงไตตีบจนขาดเลือด (Hepatorenal syndrome)สถิติการเสียชีวิตที่ถูกรวบรวมโดยศูนย์พิษรามาพบว่าสูงถึง 27.3% จากตับและไตวาย การกำจัดพิษนั้นทำได้หลายวิธี วิธีแรกคือการฟอกเลือด (hemodialysis) แต่ไม่ค่อยแนะนำเพราะความเสี่ยงสูง ยุ่งยากและราคาสูง ที่เหลือจะเป็นการใช้ยา และมียาใช้หลายตัวเช่น N acetylcysteine (NAC), ben-zylpenicillin, cimetidine แต่ไม่ได้มีแนะนำชัดเจนเพราะไม่มีการวิจัยมากพอ แต่ที่ใช้กันมานานในไทยคือ NAC ซึ่งเคยมีการศึกษาลงตีพิมพ์ในปี 2002 ว่าดีที่สุด โดยเป็นการเก็บข้อมูลแบบย้อนหลังถึง 20 ปีด้วยกัน หลังจากนั้นก็มียาฝรั่งชื่อ sibilinin ซึ่งทำงานโดยยับยั้งการทำงานของตัวรับสัญญาณ (OAT–P) และป้องกันไม่ให้มีการดูดซึมพิษเข้าไปในตับ ได้รับการรับรองสำหรับรักษาตับอักเสบที่เกิดจากพิษอมาทอกซิน แต่ปัญหาคือราคาที่แพงและไม่ได้มีเก็บไว้ทั่วไปเราจึงกลับไปดูที่จังหวัดเลยว่า 12 ปีที่ผ่านมาที่ใช้ ยา N-acetylcysteine (NAC) ผ่านทางสายเลือด ซึ่งราคาถูกและทุกโรงพยาบาลมี เพราะว่าใช้รักษาตับในคนไข้ที่กินยาพาราเกินขนาด ว่าใช้ได้ดีหรือไม่เราเริ่มจากการหาคนไข้ที่ลงประวัติว่ากินเห็ดพิษตั้งแต่ปี 2007 จนถึงปี 2018 มีทั้งหมด 83 คน จากนั้นเลือกมาเฉพาะคนที่ค่าตับผิดปกติเกิน 2 เท่าของค่าปกติ (ALT >130 U/L and AST >74 U/L) เพราะถ้าต่ำกว่านี้อาจจะหายเองโดยไม่เกี่ยวกับยา และไม่ว่าจะมีโรคประจำตัวเดิมอยู่เท่าใดก็รวมมาในการศึกษาหมด และได้คนไข้มา 74 คน โดยทั้ง 74 คนได้รับ NAC แบบเดียวกับที่ให้ในคนไข้กินพาราเกินขนาด และพบว่ามีเพียง 4 รายที่เสียชีวิต คิดเป็น 5.4% ซึ่งต่ำมากเมื่อเทียบกับที่รวบรวมมาจากของศูนย์พิษรามา การคำนวณค่าตับอักเสบเฉลี่ยพบว่า ALT อยู่ที่ 587 และ AST อยู่ที่ 783 ซึ่งสูงกว่าค่าปกติถึง 5 และ 10 เท่า เมื่อมาดู 4 คนที่เสียชีวิต แต่ละคนล้วนมีโรคตับแข็งระยะรุนแรงทั้งสิ้น ติดเหล้าเรื้อรัง หรือจากไวรัสตับอักเสบ สรุปว่าถ้ากินเห็ดพิษชนิดที่มีอมาทอกซินทำให้ตับวาย และล้างท้องไม่ทันก็ควรจะใช้ NAC ร่วมกับการให้สารน้ำและประคับประคองในการรักษาเท่านั้น ไม่ควรเสียเวลาไปหายาชนิดอื่น เช่น Sibilinin ซึ่งมีราคาสูงกว่าและไม่ได้มีประสิทธิภาพเท่า และเราแนะนำว่าถ้าจะใช้ ต้องใช้คู่กับ NAC เท่านั้นไม่ควรใช้เดี่ยวๆ เพราะว่าประสิทธิภาพไม่ดียา NAC ทำงานโดยการเพิ่มความเข้มข้นของ glutathione ซึ่งในเห็ดพิษเราเชื่อว่า NAC ทำงานป้องกันตับในแบบเดียวกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถูก นอก จากนั้นยังมีทุกโรงพยาบาลอีกด้วยปัญหาที่พบส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของการแพ้ยาซึ่งก็เจอไม่มาก หลายอย่างเราทำได้ดีอยู่แล้วควรทำต่อไป ด้วยความเป็นห่วงครับ.หมอดื้อ