ไทยมีพรมแดนติดกัมพูชา มีคนกัมพูชาและคนไทยข้ามพรมแดนเพื่อทำงานและท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากทุกวัน เคยมีโรคติดเชื้อที่ระบาดไปมาระหว่างสองประเทศ ที่แรงที่สุดคือมาลาเรีย ไข้จับสั่นหรือไข้ป่า บางเมืองชายแดนกัมพูชายังเต็มไปด้วยยุงก้นป่องที่ทำให้เกิดทั้งโรคมาลาเรียขึ้นสมอง มาลาเรียลงตับ ลงไต ปอดบวมน้ำ ภาวะเม็ดเลือดแดงแตก ฯลฯไม่ใช่แต่มาลาเรีย ยังมีไข้เลือดออก ไข้รากสาดใหญ่ ไข้ฉี่หนู โรคเท้าช้าง ฯลฯ สร้างความหนักใจให้กับประชาชนคนที่อยู่ตามชายแดน เชื้อโรคเหล่านี้มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น เมื่อระบาดแล้วก็กระจายขยายความเสียหายได้อย่างรวดเร็วการสาธารณสุขในประเทศรอบบ้านสำคัญไม่น้อยกว่าการสาธารณสุขในประเทศเราเอง เพราะเชื้อโรคไม่มีพรมแดน เราต้องมีความรับผิดชอบร่วมกันทั้งระดับภูมิภาคและระดับโลก ที่น่ากังวลใจตอนนี้ก็คือกัมพูชาเพื่อนบ้าน ที่ต้อนรับขับสู้ผู้โดยสารและเจ้าหน้าที่ของเรือสำราญเวสเตอร์ดัมอย่างประมาท ผมดูจากข่าวต่างประเทศ พบว่าเจ้าหน้าที่กัมพูชาหลายคนที่ไปต้อนรับขับสู้ผู้คนที่ลงมาจากเรือโดยไม่มีหน้ากากอนามัย แถมยังมีการมอบดอกไม้และกอดต้อนรับ18 กุมภาพันธ์ 2563 ผู้ว่าการกรุงพนมเปญจัดนำเที่ยวสถานที่สำคัญหลายแห่งในเมืองหลวงของกัมพูชา แม้แต่ผู้โดยสารเรือเวสเตอร์ดัมหลายคนก็ยังตระหนกตกใจ ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวเอเอฟพีว่าเป็นเรื่องที่แปลกใจมากที่สามารถออกจากโรงแรมในกรุงพนมเปญไปเที่ยวทั่วเมืองได้ ทั้งที่ไม่มีการยืนยันว่าพวกตนปลอดจากเชื้อโควิด–19 หรือเปล่า แม้แต่ผู้โดยสารเองก็ยังให้ความเห็นว่า โดยหลักการแล้วควรจะกักบริเวณทุกคนที่เหลือบนเรือเป็นเวลา 14 วันเรือสำราญเวสเตอร์ดัมจอดเทียบท่าเรือสีหนุวิลล์พร้อมผู้โดยสาร 1,454 คน ลูกเรือ 892 คน ผู้โดยสารอเมริกันคนหนึ่งบินไปต่อเครื่องที่มาเลเซีย ทางการมาเลเซียพบว่าหญิงอเมริกันคนนี้ติดเชื้อโควิด-19ผู้คนจำนวนมากสงสัยมาตรการการตรวจคัดกรองของกัมพูชา ที่น่าเห็นใจคือเจ้าหน้าที่กัมพูชาบางส่วนที่ต้องการปฏิบัติตามมาตรฐานสากล แต่ก็เกรงใจสมเด็จฮุนเซนที่พูดจาขึงขังอย่างไม่กลัวเชื้อโควิด-19 นายกฯฮุนเซนประกาศว่าไม่มีกัมพูชาคนไหนป่วย“อย่าให้ประชาชนคนไหนตื่นข่าวการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 คนกัมพูชาไม่ควรกลัว เพราะความเจ็บป่วยที่แท้จริงที่กัมพูชากำลังเผชิญอยู่คือ ความกลัวที่มีฐานมาจากข้อมูลที่ไม่ถูกต้องในโซเชียลมีเดีย” “ผมจะไล่นักข่าวและเจ้าหน้าที่รัฐที่สวมหน้ากากฯ” “นายกฯยังไม่ใส่หน้ากากฯ ทำไมคุณต้องใส่” ฯลฯมาตรฐานการจัดการกับโรคระบาดของนายกฯ ฮุนเซนต่างกับของจีนราวฟ้ากับเหว ตอนนี้ เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งมณฑลหูเป่ย์คนใหม่ประกาศยกระดับมาตรฐานควบคุมโรคโควิด–19 ในพื้นที่ เริ่มจากปิดล้อมชุมชนในเขตนอกตัวเมืองและชนบทประมาณ 2 แสนแห่งให้เหลือทางเข้าออกพื้นที่เพียงแห่งเดียว และมาตรการนี้จะขยายไปใช้บังคับกับเขตเมืองเดิมคนทั้งมณฑลหูเป่ย์ 58 ล้านส่งตัวแทนออกจากบ้านไปจับจ่ายใช้สอยหาซื้ออาหารได้ 1 คนในทุก 2 วัน ตอนนี้รัฐจำกัดให้เหลือ 1 คนในทุก 3 วัน ทุกคนต้องสวมหน้ากากอนามัยมิดชิด ต้องยืนห่างจากคนอื่น 1.5 เมตร สถานที่บันเทิง สถานบริการเพื่อสันทนาการให้ปิดอย่างไม่มีกำหนด การจัดงานมงคลต้องเลื่อน งานศพต้องเล็กและจัดให้เสร็จอย่างไวที่สุด ห้ามไปเยี่ยมเพื่อนบ้านและห้ามทำกิจกรรมอื่นร่วมกันอย่างเด็ดขาด บนถนนให้มีได้แต่เพียงรถตำรวจ รถสถานพยาบาล และยานพาหนะที่ได้รับใบอนุญาตเป็นกรณีพิเศษเท่านั้นปลายเดือนมกราคม 2563 ปิดเมืองอู่ฮั่น17 กุมภาพันธ์ 2563 ยกระดับมาตรการปิดมณฑลขณะที่เขียนคอลัมน์รับใช้ท่านที่เคารพ มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 75,307 คน และเสียชีวิตแล้ว 2,012 คน การเสียชีวิตของผู้ติดเชื้อยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลงต่างกันเหลือเกินระหว่างจีนกับกัมพูชา.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.com