คุณทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสภาพัฒนฯ แถลงตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ปี 62 ว่า ขยายตัวเพียง 1.6% ตํ่าที่สุดในรอบ 21 ไตรมาส หรือ ในรอบ 7 ปี จากผลกระทบ สงครามการค้า การส่งออกที่ลดลง งบประมาณ 63 ที่ล้าช้า (ความวิบัติจากนักการเมือง) ภัยแล้ง (ที่ซํ้าซาก) และ เงินบาทที่แข็งค่า เลยทำให้ เศรษฐกิจปี 2562 ขยายตัวได้เพียง 2.4% ลดลงจากปี 2561 ที่ขยายตัว 4.1%ส่วน แนวโน้มเศรษฐกิจปีนี้ 2563 คาดว่าจะขยายตัวในกรอบ 1.5-2.5% ชะลอจากปี 2562 โดยมีกรอบกลางที่ 2% ภายใต้เงื่อนไขดังนี้ เศรษฐกิจโลกต้องขยายตัว 3.2% มูลค่าการส่งออกไม่รวมทองคำต้องขยายตัว 2% และ การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาโควิด-19 ต้องสิ้นสุดลงในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ยากจะทำนายได้แม้จีดีพีปี 62 จะขยายตัวตํ่า 2.4% แต่เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ผมถือว่าอยู่ในระดับที่รับได้ เช่น สหรัฐฯ จีดีพีขยายตัว 2.3% ตํ่ากว่าไทย ยูโรโซน ขยายตัว 1.2% ญี่ปุ่น ยิ่งแย่ขยายตัว 0.7% แต่ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4 ปี 62 ของญี่ปุ่นที่เพิ่งแถลงออกมาเมื่อสองวัน ก่อน พบว่าหดตัวถึง 6.3% จากที่คาดว่าจะหด 3.7% เป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 5 ไตรมาส และลดลงครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2557 ซึ่ง อาจจะส่งผลให้จีดีพีปี 62 ของญี่ปุ่นโตกว่าตํ่ากว่า 0.7% ที่ประเมินไว้อย่างแน่นอน สิงคโปร์ ก็โตเพียง 0.7% ส่วน ฮ่องกง ติดลบ 1.2%ในอาเซียนไทยแพ้เพียง อินโดนีเซีย 5.0% มาเลเซีย 4.3% ฟิลิปปินส์ 5.9% และ เวียดนาม 7.0% ล้วนลดลงจากปี 62 ทั้งสิ้นจากข้อมูลของสภาพัฒน์ เศรษฐกิจไทยปี 62 ที่เติบโตได้ 2.4% ล้วนเกิดจากนํ้าพักนํ้าแรงของภาคเอกชนและประชาชนทั้งสิ้น โดย มีรัฐบาลเป็นตัวฉุดให้ตกตํ่า เพราะ จีดีพีปี 62 ที่ขยายตัว 2.4% มาจาก การลงทุนของภาคเอกชน 2.6% การบริโภคของภาคเอกชน 4.1% ส่วนภาครัฐติดลบหมด การลงทุนของภาครัฐติดลบ 5.1% การอุปโภคของรัฐบาลติดลบ 0.9% การส่งออกติดลบ 4.9% การนำเข้าติดลบ 7.6%ดังนั้น การเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2563 ผมจึงเห็นว่า ประเทศไทยคงพึ่งพารัฐบาลบิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ได้อีกแล้ว เพราะเป็น “ยักษ์ 3 ขา” ที่เดินไปไหนไม่ได้ จะเดินซ้ายก็ติดกัก จะเดินขวาก็ติดหนับ เพราะถูกนโยบายและผลประโยชน์ของ 3 พรรคการเมืองใหญ่ในรัฐบาลขัดกันเองจนก้าวไปไหนไม่ได้ ทางเดียวที่พล.อ.ประยุทธ์ จะปลดล็อกของประเทศได้ ท่านจะต้องเปลี่ยนตัวเองให้เป็นนายกรัฐมนตรีที่กล้าเสียสละเพื่อชาติ ไม่ใช่เป็นนายกรัฐมนตรีไปวันๆ ไม่กล้าฟันธง ไม่กล้าแตะพรรคร่วมรัฐบาล ไม่กล้าไปสภา แม้แต่วาระการพิจารณางบประมาณฉุกเฉินท่านก็ยังไม่ไปสภาฯเดือนก่อนผมได้เขียนเล่าในคอลัมน์นี้ถึง นโยบาย “ปล่อยนํ้าเลี้ยงปลา” ของ รัฐบาลจีน ที่นำไป แก้ปัญหาเศรษฐกิจในประเทศจีนปี 2562 ส่งผลให้จีดีพีจีนปี 62 ยังเติบโตได้ถึง 6.1% แม้เศรษฐกิจจีนจะตกตํ่าและเจอกับสงครามการค้ากับสหรัฐฯก็ตามวันนี้ผมจึงเสนอให้ นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ มือเศรษฐกิจ ร่วมกันตัดสินใจครั้งสำคัญ เลียนแบบจีน “ปล่อยนํ้าเลี้ยงปลา” ด้วยการ ลดภาษีมูลค่าเพิ่มลง 1% เหลือ 6% และลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาลงเหลือ 20% เท่านิติบุคคล เพื่อเพิ่มกำลังซื้อในประเทศกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ดีกว่าไปตำนํ้าพริกละลายแม่นํ้า ณ สิ้นปี 62 รัฐบาลมีหนี้สาธารณะ 41.19% ตํ่ากว่าเพดานถึง 19% ถ้ารัฐบาลใจถึง เพิ่มหนี้สาธารณะอีก 10-20% ชนเพดาน เพื่อฟื้นเศรษฐกิจในประเทศ ก็สามารถทำได้อย่างสบาย ขอเพียงให้เงินกระจายไปทั่วทุกหย่อมหญ้า อย่าไปกระจุกตัวอยู่ที่มหาเศรษฐีซี้รัฐบาลไม่กี่คน ผมรับรองว่า ไทยใช้ไทยเจริญแน่นอน.“ลม เปลี่ยนทิศ”