พูดไปตั้งแต่กรณีหมูป่าแล้ว ...“ในภาวะวิกฤติสิ่งที่ประชาชนอยากได้ที่สุดไม่ใช่ข่าว แต่เป็นการคลี่คลายของภาวะวิกฤติสิ่งใดที่มาขัดขวางการคลี่คลายวิกฤติ ประชาชนจะโกรธเคืองและกลายเป็นเป้าในการระบายของประชาชนที่ตึงเครียด”“Warat Karuchit” โพสต์เฟซบุ๊ก ช่วงเย็นวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2563 พร้อมนำเสนอมุมคิดต่อเนื่องเอาไว้ก่อนหน้านี้ด้วยว่า... “สิ่งที่สื่อควรทำต่อจากนี้ หลังจากวิสามัญคนร้ายแล้ว”หนึ่ง...หลีกเลี่ยงการพูดชื่อคนร้าย ให้มีเอ่ยถึงน้อยที่สุด และไม่ควรนำเสนอภาพของคนร้ายประกอบข่าว ไม่ว่าจะภาพเป็นหรือภาพตาย โดยเฉพาะภาพจากเฟซบุ๊กของคนร้ายเพราะภาพในนั้นคือภาพที่คนร้ายต้องการจะโชว์ อย่าทำตามความต้องการของคนร้าย ถ้าลงไปแล้วควรจะลบ ถ้าจะใช้อาจใช้เพียงภาพบัตรประชาชน และไม่ควรใช้บ่อย อย่าสร้างคนร้ายให้เป็น “ซุปเปอร์สตาร์”แต่...ให้กลายเป็นเพียง “คนเลว” คนหนึ่งที่จะไม่มีใครจดจำได้อีกสอง...ให้เกียรติผู้เสียชีวิต อย่านำเสนอภาพผู้เสียชีวิต ไม่ว่าจะเบลอหรือไม่เบลอ หากจะนำเสนอให้นำเสนอภาพที่ดีที่ได้จากญาติ หรือได้รับอนุญาตในการใช้แล้วสาม...อย่าคาดเดาหรือเอาไมค์ไปจ่อปากเพื่อน แม่ หรือญาติคนร้าย ให้พูดแก้ตัวแทนคนร้ายถึงเหตุผลในการฆ่าคน รายงานเฉพาะข้อมูลที่ทางการแถลงแล้วเท่านั้นสี่...อย่าอธิบายรายละเอียดในการก่อเหตุอย่างละเอียด เพราะมันจะกลายเป็นการก่อให้เกิดการเลียนแบบ และอาจมีข้อมูลผิดพลาด โดยเฉพาะลักษณะของการวางแผนและการต่อสู้ห้า...อย่าละเมิดสิทธิผู้อื่นในการทำข่าว โดยเฉพาะญาติผู้เสียชีวิต อย่าทำอะไรที่จะเป็นการซ้ำเติมความโศกเศร้า อย่ามองเห็นพวกเขาเป็นเพียงแค่แหล่งข่าว แต่แสดงความเห็นอกเห็นใจในฐานะเพื่อนมนุษย์ผู้กำลังประสบความทุกข์อย่างยิ่งหก...อย่าวนเวียนเอาแต่นำเสนอข่าวความสูญเสียหรือดราม่าต่างๆที่จะเกิดขึ้นจากช่วงเวลาที่ก่อเหตุ ที่ก่อให้เกิดความโศกเศร้า จิตตก หวาดกลัว แต่ควรคิดและสนับสนุนการทำกิจกรรมสร้างสรรค์ ให้กำลังใจ และช่วยกันสร้างสังคมเราให้ดีขึ้น ป้องกันและเฝ้าระวัง นำเสนอเรื่องดีๆน่าประทับใจที่เกิดขึ้นเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนกล้า คนเสียสละ คนทำดี คนเหล่านี้ต่างหากที่เราทุกคนต้องจดจำ ไม่ใช่คนร้าย “เราทุกคนก็เช่นกันครับ ช่วยกันให้กำลังใจผู้ประสบเหตุ เจ้าหน้าที่ ช่วยกันคิดว่าจะสร้างสังคมเราให้ดีขึ้นได้อย่างไร ถ้าพบเห็นการทำผิดข้อใดข้อหนึ่ง ช่วยกันเข้าไปทักท้วง ใครส่งภาพโหดเหี้ยมสยดสยองมาต้องบอกว่าอย่าทำแบบนี้...แต่ก็เชื่อได้เลยว่า พูดยังไงสื่อก็จะทำข้อใดข้อหนึ่งอย่างแน่นอน”แต่ขอให้ “สื่อ” รู้ไว้ว่า ต่อจากนี้เค้าจะไม่ด่า “คนร้าย” แล้ว...เค้าจะด่าสื่อ!จำไม่ได้ว่าใครแชร์ส่งต่อมาให้ ท่ามกลาง “วิกฤติเลวร้าย” ที่สุดที่ไม่เคยพบเจอในชีวิตมาก่อน เปรียบเทียบได้กับการเผชิญกับ “พิบัติภัย” ครั้งใหญ่ จะเกิด “ความผิดปกติทางจิตใจภายหลังภยันตราย (PostTraumatic Stress Disorder)”ผศ.นพ.พนม เกตุมาน ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เขียนคู่มือแพทย์ในเรื่องนี้ไว้อย่างละเอียด ขออนุญาตคัดลอกตัดตอนมาเผยแพร่ดังนี้...หลังจากเหตุการณ์ธรณีพิบัติภัยเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 ปัญหาทางจิตเวชที่มีการกล่าวถึงกันมากคือ “ความผิดปกติทางจิตใจภายหลังภยันตราย (PTSD)”ความชุกของ “PTSD” พบได้มากเป็นอันดับ 4 ของโรคทางจิตเวชทั้งหมด...ความชุกชั่วชีวิต (life time prevalence) พบได้ ร้อยละ 10.3 ในผู้ชาย และร้อยละ 18.3 ในผู้หญิงโรคนี้เป็นที่รู้จักหลังจากแพทย์พบอาการทางจิตใจในทหารผ่านศึกที่ผ่านการสู้รบรุนแรงถึงคุกคามชีวิต หรือมีเพื่อนเสียชีวิต เมื่อกลับแนวหลังยังมีอาการทางจิตเวชหลายประการ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันภายหลัง คือ PTSDนอกจากนี้ PTSD อาจพบได้ในเหตุการณ์ภัยรุนแรงทุกชนิด หรือ... สถานการณ์อื่นๆ เช่น ภัยธรรมชาติ อุบัติเหตุ หรืออุบัติภัยหมู่ การถูกทำร้ายทางร่างกายหรือทางเพศ การถูกทารุณทางเพศ การถูกข่มขืน ถูกทรมาน เด็กที่อยู่ในบ้านที่มีความรุนแรง คนที่อยู่ในเหตุการณ์สงคราม หรือการก่อการร้ายที่นับวันจะมีมากขึ้น“ภัยที่คุกคามรุนแรงเกินภัยปกติที่คนเผชิญเหล่านั้นล้วนทำให้เกิดได้เช่นกัน การศึกษาในระยะหลังพบว่าคนทั่วไปส่วนใหญ่มีโอกาสพบภัยพิบัติอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิตและร้อยละ 25 ของผู้ที่ประสบภัยจะเกิดโรคนี้”ประเด็นสำคัญมีว่า...ผู้ที่รอดชีวิตจาก “ภัยพิบัติ” หรือ “ภยันตราย” มีโอกาสเกิดโรคทางจิตเวชอีกหลายโรค ได้แก่ โรคซึมเศร้า โรคแพนิค โรคประสาทวิตกกังวล การใช้และติดยาเสพติด...ในเด็กและวัยรุ่นที่เคยเผชิญภัยพิบัติมาแล้ว มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรค PTSD หลังเหตุภัยพิบัติอื่นและเกิดโรคทางร่างกาย เช่น โรคความดันโลหิตสูง หอบหืด โรคทางกายจากความเครียดได้ง่าย อาการของโรค PTSD รบกวนการดำเนินชีวิต การเรียน การทำงาน ในเด็กอาการอาจไม่ชัดเจนทำให้พ่อแม่หรือครูมองข้ามไป...ประสิทธิภาพของการปรับตัวที่ลดลงเกิดจากสมาธิและความจำที่ลดลง การหลีกเลี่ยงสถานการณ์ หลบหลีกงานหรือการเรียน ผลการเรียนที่ตกลงจะทำให้เกิดความสูญเสียเรื้อรัง...การวินิจฉัยและรักษาอาการของโรคได้ จะช่วยป้องกันปัญหานี้เงื่อนปัญหาสำคัญที่ต้องรู้...การพูดคุยสัมภาษณ์ผู้ประสบภัยพิบัติถ้าทำไม่ถูกต้อง อาจเป็นการซ้ำเติมทางจิตใจทำให้อาการของโรคมากขึ้น รบกวนการหายของโรคนี้ แพทย์จึงควรสนใจมีความรู้เรื่องนี้ และนึกถึงเพื่อช่วยคัดกรอง...มีทักษะในการสัมภาษณ์และให้คำปรึกษาเบื้องต้น โดยไม่เกิดผลเสียต่อการดำเนินของโรคย้ำว่า...ลักษณะและประเภทของ “ภัยพิบัติ” หรือ “ภยันตราย” ที่ทำให้เกิดผลเป็น PTSD ได้ต้องมีลักษณะรุนแรงมากเพียงพอที่จะทำให้เกิด “อาการ” และ “ปัญหา” ในการปรับตัวได้อย่างเรื้อรัง ในคนส่วนใหญ่ที่เผชิญภัยพิบัตินั้นมิใช่เหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความเครียดธรรมดาหรือการสูญเสียตามปกติที่พบในชีวิตแต่...เป็นสถานการณ์ที่ “รุนแรง” นอกเหนือจากเหตุของ “ความเครียด” ปกติของชีวิตและมีลักษณะ “คุกคาม” ต่อชีวิตของผู้นั้น หรือคนอื่นๆจนทำให้เกิดความกลัว...ความหวาดหวั่นอย่างรุนแรงและความรู้สึกช่วยเหลือแก้ไขไม่ได้...ผู้ประสบภัยอยู่ในเหตุการณ์นั้น อาจได้เห็นผู้อื่นบาดเจ็บและเสียชีวิต แต่ตนเองรอดชีวิตมาได้...ในเหตุการณ์มีการเสียชีวิต หรือความเสียหายอย่างมากสำหรับการช่วยเหลือเบื้องต้นเพื่อให้ผู้ประสบภัยพ้นภาวะอันตรายทางร่างกายและประคับประคองทางจิตใจไปพร้อมกับการช่วยเหลือด้านอื่นๆ... ภายใน 24 ชั่วโมงแรกจัดสิ่งแวดล้อมให้สงบ เกิดความมั่นคงทางจิตใจ...จัดหาสถานที่ปลอดภัย สงบ เงียบ เป็นสัดส่วน...ให้ความช่วยเหลือทางร่างกาย จัดให้ครอบครัวได้อยู่ร่วมกัน...ให้รู้สึกปลอดภัย ป้องกันการซ้ำเติมทางจิตใจ การปฐมพยาบาลทางจิตใจ เบนความสนใจจากอาการและเหตุการณ์...ต่อมาใน 4 สัปดาห์แรก จัดระบบดูแลให้ปลอดภัยมีความมั่นคงทางจิตใจ การช่วยเหลือทางจิตใจ การช่วยเหลือทางสังคมสิ่งแวดล้อม การค้นหาผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิต ช่วยเหลือและส่งต่อ ซึ่งการรักษามีหลากหลายวิธีทั้งไม่ต้องใช้ยาและใช้ยาท้ายที่สุดแล้วให้รู้ไว้ด้วยว่า อาการของ “PTSD” มีด้วยกัน 3 แบบ ...เฉียบพลัน, เรื้อรังและอาการเกิดช้า...เกิดหลังจากเหตุร้ายแรงที่เผชิญมากกว่า 6 เดือน.