เหตุสลดใจครั้งยิ่งใหญ่ที่ “โคราช”...กว่าสถานการณ์จะสงบจบลง แน่นอนว่าไม่มีใครอยากให้เกิดความสูญเสียเช่นนี้ นพ.กัมปนาท ตันสิถบุตรกุล (Kampanart Tansithabudhkun, M.D.) เปิดมุมมองไว้ในเฟซบุ๊กเพจ ขออนุญาตคัดลอกมาให้อ่านกันเพื่อเพิ่มเหลี่ยมความคิดกับกรณีที่เกิดขึ้นนี้...ทำไมต้องรีบวิเคราะห์???...คำว่าการตั้งข้อสงสัย กับการวิเคราะห์...เหมือนกันหรือ?มีสื่อหลายช่องพยายามจะวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับเรื่องพฤติการณ์แห่งคดี สาเหตุของการก่อคดีและอะไรต่างๆมากมาย สถานีโทรทัศน์บางช่องก็นำเสนอเฉพาะข้อมูลความคืบหน้าของการดำเนินงานซึ่ง...ผมคิดว่าอันนี้ก็ไม่เป็นไร ถือว่าโอเค พวกเราก็ติดตามด้วยใจจดใจจ่อในขณะที่สื่อบางสำนักก็พยายามจะใช้คำว่า “วิเคราะห์สถานการณ์” หรือ “วิเคราะห์พฤติกรรมของผู้ก่อเหตุ” ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ผมมองว่าเรามีสิทธิ์ที่จะตั้งข้อสงสัย แต่การมาใช้คำว่าวิเคราะห์แล้วเชิญผู้เชี่ยวชาญบ้าง ไม่เชี่ยวชาญบ้าง บางทีก็เอาหมอประจำช่องทีวี เจ้าประจำ ที่พูดมั่วไปมั่วมา ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญอะไรเลย มาเป็นองค์ประกอบของการขายข่าวไปวันๆ คงไม่เกิดประโยชน์อะไรแถมจะเกิด “ผลเสีย” ให้กับ “สังคม” อีกมากมายยกตัวอย่างเช่น การนำเสนอข้อมูลแล้วทำให้เกิดการตื่นตระหนกหรือความสับสน บางครั้งก็ทำให้ประชาชนที่ไม่ได้มีความรู้เอาข้อมูลผิดๆไปจับเหมารวมกันว่าต้องเป็นคนแบบนี้แบบนั้นแน่ๆเลยที่น่ากลัวแล้วไปก่อเหตุ เช่น ติดเกมหรือเปล่า ครอบครัวไม่อบอุ่นหรือเปล่า ติดยาหรือเปล่า เป็นโรคจิตมั้ย?คำถามก็คือ มีใครได้ข้อมูลอย่างละเอียดบ้างหรือยัง เพราะมองว่าสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้คือการช่วยเหลือชีวิตของประชาชนอีกมากมาย การวิเคราะห์กันโครมๆ ในช่วงเวลาวิกฤติ โอกาสผิดพลาดมีสูงมาก...มีตัวอย่างที่เห็นแล้วก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจ เช่น การนำผู้เชี่ยวชาญทางด้านอาชญาวิทยามาวิเคราะห์ด้านจิตวิทยาในฐานะที่เป็นบุคลากรทางด้านสุขภาพจิต ฟังแล้วรู้สึกไม่สบายใจเพราะประเด็นคำถามและประเด็นคำตอบมันเริ่มจะมั่วๆแล้วก็หลงทาง เช่น การจะก่อคดีหรือไม่ก่อคดีเกิดจากครอบครัวอบอุ่นหรือไม่อบอุ่นซึ่งไม่ใช่ความจริงทั้งหมด...มีคนจำนวนมากที่ครอบครัวไม่อบอุ่น แต่ไม่ได้ก่อคดีก็เยอะแยะไป...มีคนจำนวนมากที่ติดเกมงอมแงม แต่ก็ไม่ได้ก่อคดีก็เยอะแยะไป ขอพูดในฐานะบุคลากรที่เคยทำงานทางด้านนิติจิตเวช ซึ่งจริงๆมีองค์ประกอบทางด้านอาชญาวิทยา จิตวิทยา ทัณฑวิทยาและอื่นๆอีกมากมายที่ต้องนำมาประกอบร่วมกัน จะขอเน้นในเรื่องของจิตวิทยาซึ่งอาจจะต้องหมายความรวมถึงจิตเวชศาสตร์ด้วย...“เวลาเรามองคนที่มีปัญหาเรื่องการควบคุมตนเองแล้วไปก่อเหตุรุนแรงต่างๆไม่ว่าจะเป็นคดีเล็กน้อยหรือคดีใหญ่ๆ สิ่งที่เราควรจะต้องวิเคราะห์เราก็จะใช้หลักอย่างน้อย 3 อย่างเช่น Bio Psycho Social”“Biological cause” คือสาเหตุหรือปัจจัยทางด้านชีววิทยา เช่น ความผิดปกติของสารสื่อประสาทในสมอง ซึ่งอาจจะเกิดมาจากความเจ็บป่วยที่เป็นโรค เช่น โรคทางจิตเวชต่างๆ หรือการถูกกระตุ้นด้วยการใช้สารเสพติดทั้งหลายที่รุนแรงจนทำให้เกิดการสูญเสียการควบคุมตัวเอง หรือมีภาวะหวาดระแวงจนต้องใช้การป้องกันตัวเองออกมาเป็นรูปแบบความก้าวร้าวหรือเปล่า...อันนี้เป็นสิ่งที่คนมักจะไม่ค่อยนึกถึงและมองข้ามไป แต่ในบทบาทของ “จิตแพทย์” เราจะต้องมองตรงนี้เสมอ...และที่สำคัญไม่ใช่เป็นการมองเพื่อเข้าข้าง “ผู้ก่อคดี” หรือ “ผู้ก่อเหตุ” แต่อย่างใด ถัดมา “Psychological cause” อันนี้จะหมายถึงสาเหตุทางด้านจิตใจซึ่งจะเกี่ยวข้องกับเรื่องของบุคลิกภาพ พัฒนาการทางด้านบุคลิกภาพ เรื่องคุณธรรมจริยธรรมพูดง่ายๆภาษาชาวบ้านอาจจะหมายความรวมถึง “อุปนิสัย” หรือ “สันดาน” นั่นเองดังนั้น เราก็ต้องไปหาข้อมูลพื้นฐานก่อนหน้านี้ว่าคนที่ใช้ความรุนแรงมีพื้นเพที่มาอย่างไร เคยก่อเหตุแบบไหนมาก่อน เคยใช้ความรุนแรงมาก่อนไหมมีปัญหาเรื่องสัมพันธภาพกับคนรอบข้างอย่างไรบ้าง ความสามารถในการทำงานหรือการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นเป็นอย่างไร“รวมถึงวิธีการในการแก้ปัญหา เมื่อเข้าสู่ภาวะวิกฤติทางจิตใจด้วย”สุดท้าย “Social” คือสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวของผู้ก่อเหตุทั้งหลาย...ว่ามีลักษณะของสิ่งแวดล้อมที่มากระตุ้นอย่างไรบ้าง เช่น สิ่งแวดล้อมที่ใช้ความรุนแรงกดดันบีบคั้น หรือคอยกระตุ้นให้คนคนนั้นมีความเครียดอยู่ตลอดเวลา เรียกว่า High Emotional Expression เป็นสิ่งที่ต้องไปศึกษาแล้วก็หาข้อมูลอย่างละเอียด...อีกมุมหนึ่งที่เราควรจะต้องศึกษาแล้วก็สังเกตดีๆ คือองค์ประกอบ 3 อย่าง หนึ่ง...Predisposing Factor นั่นหมายถึงว่าพื้นฐานดั้งเดิมของผู้ก่อเหตุเหล่านั้นเป็นแบบไหน มีพื้นฐานของบุคลิกภาพหรือมีพื้นฐานของความเจ็บป่วยหรือปัญหาสุขภาพจิตมาอย่างไร แล้วจัดการปัญหาในชีวิตที่ผ่านมาอย่างไรบ้างสอง...Precipitating Factor หมายถึงตัวกระตุ้น ณ เวลานั้นคืออะไร ตัวกระตุ้นรุนแรงมากแค่ไหน การเผชิญกับตัวกระตุ้นเหล่านั้นมีผลต่อการจัดการปัญหาหรือสุขภาพจิตอย่างไร แล้วพิจารณาความเหมาะสมว่าตัวกระตุ้นเหล่านั้นมีความเหมาะสมสำหรับการไปใช้ความรุนแรงมากน้อยขนาดไหน...เช่น ถูกเพื่อนโกงเงิน 1,000 บาท แต่ต้องไปไล่ฆ่าพ่อฆ่าแม่ หรือจุดไฟเผาบ้านเขา ดูแล้วมันเยอะเกินไปทั้งๆที่จริงๆมีช่องทางอื่นหรือทางออกที่น่าจะไม่ต้องใช้ความรุนแรงมากกว่านี้ได้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม ปริมาณของตัวเงินก็ไม่ได้เป็นตัวบอกถึงว่าจะใช้ความรุนแรงระดับไหน เนื่องจากมีปัจจัยอื่นๆเกี่ยวข้องอีกมากมายสาม...Perpetuating Factor ตัวกระตุ้นที่ยังคงมีอยู่ตลอดเวลาถึงแม้ว่าจะแก้ปัญหาให้บางส่วนไปได้แล้ว ยกตัวอย่างเช่น มีปัญหาสุขภาพจิตมีความเครียดระเบิดอารมณ์ รับประทานยาแล้วดีขึ้น แต่กลับไปเจอความเครียดตลอดเวลาที่บ้านไม่หายสักทีนึง โอกาสที่ยาจะช่วยควบคุมอาการต่างๆอาจจะไม่มีประสิทธิภาพมากพอแล้วกลับมาใช้ความรุนแรงต่ออีกก็ได้ เพราะฉะนั้นก็ควรจะต้องไปหาว่ามีตัวกระตุ้นอะไรที่ต่อเนื่องทำให้คนคนนั้นมีความเครียดอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งมา “ระเบิดอารมณ์” อีกครั้งหนึ่งหรือหลายๆครั้ง จุดเพิ่มเติมที่น่าสนใจก็คือ ลักษณะผู้ก่อเหตุและสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยซึ่งกันและกัน ที่จะนำมาซึ่งการสูญเสียและการใช้ความรุนแรงในสังคม ซึ่งเราก็มีประสบการณ์คล้ายๆกับในต่างประเทศ เช่น อเมริกา...เข้าถึงการใช้อาวุธได้มาก หรือเป็นบุคคลซึ่งมีความรู้ความสามารถทางด้านการใช้อาวุธและการก่อความรุนแรง“จุดนี้ก็เป็นจุดที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่มีความเสี่ยงทั้งหลายรวมถึงบุคลากรในหน่วยงานนั้นด้วยจะต้องมีกระบวนการที่เข้มงวดมากขึ้น อันนี้ก็จัดอยู่ในกลุ่มของ Social Factor นะครับ”ถ้าเราหาข้อมูลค่อนข้างละเอียดและเพียงพอ เราสามารถเอาข้อมูลมาวิเคราะห์ได้ และอาจจะมีความผิดพลาดค่อนข้างน้อย สิ่งที่เราได้กลับมาอีกอย่างหนึ่งคือเราได้การ “เรียนรู้”...เพื่อนำไปสู่การ “ป้องกัน”นพ.กัมปนาท ตันสิถบุตรกุล ฝากทิ้งท้ายว่า ในสถานการณ์วิกฤติประเทศชาติ สิ่งที่คนไทยควรจะร่วมมือร่วมใจกันทำก็คือทุกคนช่วยกันส่งแรงใจไปให้เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือให้ทุกๆคนปลอดภัยให้มากที่สุด ในขณะเดียวกันเราซึ่งเป็นฝ่ายสนับสนุน น่าจะสงบปากสงบคำและไม่ควรเอาแต่ละเหตุการณ์มาวิเคราะห์วิจารณ์เพื่อให้เกิดความ “ขัดแย้ง” หรือโยงเข้าประเด็นทาง “การเมือง” อะไรมากมาย “...การพยายามโยงเข้าเรื่องการเมืองหรืออะไรก็แล้วแต่ อาจจะยิ่งทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก อย่าลืมนะครับ ความสามัคคีเป็นปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้เรารอดพ้นจากภัยพิบัติต่างๆ ได้...แต่ถ้าแตกความสามัคคีกันวันไหน ก็ทางใครทางมันครับ คงจะช่วยอะไรไม่ได้...”ขอแสดงความเสียใจมายังผู้สูญเสียอีกครั้งหนึ่งนะครับ และขอขอบคุณและชื่นชมเจ้าหน้าที่ทุกๆฝ่ายที่ร่วมแรงร่วมใจช่วยให้สถานการณ์ผ่านพ้นไปได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว...ขอบคุณครับ.