สถานการณ์การระบาด “ไวรัสโคโรนา 2019” ยังแพร่ระบาดสร้างความประหวั่นในหลายประเทศต่อเนื่อง ในมุมเศรษฐกิจประเมินกันว่าผลกระทบทางลบครั้งนี้มีมากกว่าเมื่อครั้งเกิดการแพร่ระบาดโรค “ซาร์ส” ในปี 2003 อย่างน้อย 3 เท่าตัว17 ปีก่อน “ซาร์ส” สร้างความเสียหายกับระบบเศรษฐกิจโลกสูงถึง 40,000 ล้านดอลลาร์ฯ ผลจากโคโรนาไวรัส 2019 ครานี้อาจสูงถึง 160,000 ล้านดอลลาร์ฯทีเดียวนพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) บอกว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ที่เริ่มติดต่อสู่มนุษย์และระบาดที่เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ประเทศจีน ตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่แล้วต่อเนื่องมาจนถึงขณะนี้“รัฐบาลได้เร่งดำเนินมาตรการต่างๆอย่างเข้มข้นเพื่อแก้ไขปัญหาแล้ว โดยหลายประเทศรวมถึงประเทศไทยเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจีนจะสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสนี้ได้อย่างแน่นอน”ในส่วนของประเทศไทยยังมีรายงานพบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลวันที่ 6 ก.พ.2563 พบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนายืนยันสะสม 25 ราย ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวจีน ในจำนวนนี้หายป่วยและแพทย์อนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว 9 ราย ส่วนผู้ป่วยที่เหลืออาการดีขึ้นและยังไม่พบผู้เสียชีวิต“เรานับว่ายังอยู่ในสถานการณ์ที่ควบคุมได้ ซึ่งเป็นผลจากการดำเนินมาตรการอย่างเข้มข้นของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวง ที่ได้ยกระดับศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน เป็นระดับ 3 แล้ว รวมถึง...บุคลากรทางการแพทย์ที่ได้ทุ่มเทในการทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งในการคัดกรองและเฝ้าระวังในพื้นที่เสี่ยง”สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในฐานะหนึ่งในหน่วยงานด้านสาธารณสุข ขอร่วมส่งกำลังใจไปยังชาวจีนในการต่อสู้กับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะบุคลากรทางการแพทย์ของไทยในการยับยั้งเชื้อไวรัสโคโรนา รวมถึงการดูแลรักษาผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อ...“ชาวจีน...สู้ๆ บุคลากรสาธารณสุขไทย...สู้ๆ”เวทีย่อยในงานประชุมวิชาการนานาชาติรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2563 เรื่อง ด้วยความรำลึกถึง นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ “แนวปฏิบัติเพื่อไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง : การเร่งรัดความก้าวหน้าเพื่อมุ่งสู่หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” ดร.ภญ.อุษาวดี สุตะภักดิ์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ ระบุว่าภาคประชาชนของไทยมีบทบาทค่อนข้างสูง ในการผลักดันระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า...มีประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวยาวนาน มีความเข้มแข็ง และมีพลังต่อรองมาก“ไม่มีก้าวเดินใดในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ไม่มีภาคประชาชนเกี่ยวข้อง การมีส่วนร่วมอยู่ในทุกขั้นตอนของการพัฒนาระบบ มีส่วนร่วมตั้งแต่การร่างกฎหมาย และยังมีตัวแทนนั่งอยู่ในบอร์ด” การมีส่วนร่วมพัฒนาถึงระดับที่ภาคประชาชนมีความรู้สึกเป็นเจ้าของระบบ...ก่อนที่จะเกิดพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในปี 2545 ภาคประชาชนได้รณรงค์ให้เกิดการเข้าถึงการรักษาในโรคต่างๆ โดยเฉพาะโรคเอดส์ ซึ่งมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากในช่วงทศวรรษที่ 2520-2530เมื่อประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญปี 2450 ซึ่งการันตีสิทธิด้านสุขภาพแก่ประชาชนไทย และยังเปิดช่องให้ประชาชนเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่รัฐสภา จึงเปรียบเสมือน “หน้าต่างที่เปิดออก” ให้ภาคประชาชนสามารถเสนอร่างกฎหมายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โดยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรส่วนหนึ่งให้การสนับสนุน...นำไปสู่การคลอด “พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าแห่งชาติ” ในที่สุดปัจจุบัน “หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” ครอบคลุมประชาชนมากกว่า 48 ล้านคน เมื่อรวมกับผู้มีสิทธิภายใต้กองทุนประกันสังคมและกองทุนสวัสดิการข้าราชการแล้ว...ทำให้ประชากรชาวไทยมากกว่าร้อยละ 99 มีหลักประกันสุขภาพ“อย่างไรก็ดี เราก็ยังมีความท้าทายจำนวนมาก” ดร.ภญ.อุษาวดี ว่า “เราจะทำอย่างไรที่จะสำเร็จและบรรลุเป้าหมายที่จะสร้างระบบสุขภาพที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ภายใต้ระบบสุขภาพมาตรฐานเดียว” ทพ.อรรถพรทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สำนักงานหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (สปสช.) เสริมว่า ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา สปสช.ได้ยึดหลักการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มประชากรเปราะบาง เช่น ผู้ต้องขัง พระภิกษุสงฆ์ คนไร้รัฐ และกลุ่มชนเผ่า“เรายังเหลือคนไม่มากที่เข้าไม่ถึงสิทธิ ทำอย่างไรจะเอาเขาเข้ามาในระบบ นี่เป็นความท้าทายอย่างมาก เช่น ในกลุ่มมานิ...ชนเผ่าทางตอนใต้ของประเทศไทย เราพยายามจัดทำฐานทะเบียน และจัดงบประมาณให้ดูแลสุขภาพของเขาในพื้นที่”รัตนา เทวี (Ratna Devi) สมาชิกบอร์ดองค์กรพันธมิตรผู้ป่วยนานาชาติ (International Alliance of Patients’ Organization) บอกว่า คนส่วนมากจะพูดถึงระบบสุขภาพ เช่น ความต้องการโรงพยาบาล หรือบริการสุขภาพจากภาครัฐในพื้นที่หนึ่งๆ แต่ฉันคิดว่าเราต้องพูดถึงระบบสุขภาพจากฝั่ง “ผู้ป่วย”เพราะพวกเราต่างต้องเป็น “ผู้ป่วย” ในวันใดวันหนึ่งและ...“สุขภาพ” คือการตัดสินใจทาง “การเมือง” ดังนั้น...เสียงของผู้ป่วยจึงมีความสำคัญในการตัดสินใจทางการเมืองที่มีผลต่อระบบสุขภาพ ผู้ป่วยมีคุณค่า เพราะมีทัศนคติ ความถนัด และประสบการณ์ที่จำเป็นต่อการพัฒนาระบบสุขภาพ พวกเขาสามารถบอกได้ว่า...“ระบบสุขภาพที่ดี” เป็นเช่นไรมลพิษจาก “ฝุ่นจิ๋วพิษ PM 2.5” เป็นอีกเรื่องร้อนสำคัญใหญ่ยิ่งที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างมาก นับตั้งแต่ความเสียหายทางสังคมจากการเจ็บไข้ได้ป่วย หรือแม้แต่การเสียชีวิตของประชากรก่อนวัยอันควรนพ.ศักดิ์ชัย เลขาฯ สปสช. บอกอีกว่า จากที่ได้ติดตามสถานการณ์ปัญหาฝุ่นควันที่ยังคงวิกฤติอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นสภาวะแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนโดยตรงโดยเฉพาะต่อ “ระบบทางเดินหายใจ” ที่เป็นผลกระทบระยะสั้น...ฝุ่นควันดังกล่าวมีฝุ่นละอองขนาดเล็กมากที่สามารถเข้าสู่ร่างกายโดยผ่านระบบทางเดินหายใจและส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ ทั้งกลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด โรคตาอักเสบ โรคผิวหนังอักเสบ โดยเฉพาะประชาชนกลุ่มเสี่ยง อาทิ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคปอด หอบหืด และโรคภูมิแพ้ รวมถึงผู้ต้องทำงานกลางแจ้งทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาชน ต่างต้องร่วมเร่งแก้ไขปัญหานี้ ซึ่ง “กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” มีกลไกสำคัญเพื่อร่วมสนับสนุนการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ฝุ่นควันนี้ได้ คือ...“กองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่นหรือพื้นที่” หรือที่เรียกว่า “กองทุนสุขภาพตำบล”วัตถุประสงค์เพื่อสร้างความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในด้านสุขภาพให้กับประชาชน นอกจากการสนับสนุน...ส่งเสริมการจัดบริการสาธารณสุข ยังร่วมแก้ไขกรณีเกิดโรคระบาดหรือภัยพิบัติในพื้นที่ ตลอดจนปัญหาสาธารณสุขตามความจำเป็น เหมาะสม ทันต่อสถานการณ์“พลังกองทุนสุขภาพท้องถิ่น” จาก อปท. 7,738 แห่งทั่วประเทศ ผ่านงบฯกว่า 4,000 ล้านบาท จึงเป็นอีกความหวัง...สู้! วิกฤติฝุ่นพิษ PM 2.5 สาธารณภัยร้ายแรงให้ทุเลาเบาบางลงได้.