โล่งอกไปทั้งประเทศ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2563 ไม่เป็นโมฆะ แม้จะมี ส.ส. ลงคะแนนแทนกัน เพียงแต่ทำให้ผลการลงคะแนนไม่สอดคล้องหลักนิติธรรม และไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และเนื่องจากเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน ศาลจึงให้สภาผู้แทน ราษฎรพิจารณาวาระที่ 2 และที่ 3 ใหม่พูดง่ายๆแบบชาวบ้านก็คือ ศาลวินิจฉัยว่าการตรากฎหมายฉบับนี้ขัดหลักนิติธรรมและรัฐธรรมนูญ เพราะมี ส.ส. เสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน ขัดหลักการที่ว่าการลงคะแนน ส.ส.จะต้องทำด้วยตนเอง และขัดต่อหลักพื้นฐานของการเป็น ส.ส. ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของชาติและประชาชนแม้กระบวนการตรากฎหมายจะไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ทำให้ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายตกไปทั้งฉบับ เนื่องจากไม่มีประเด็นว่าข้อความอันเป็นสาระสำคัญขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ และในการพิจารณาในวาระที่ 1 และในขั้นคณะกรรมาธิการ เป็นไปโดยชอบรัฐธรรมนูญทุกประการ ผิดแค่วาระที่ 2 และ 3หลังจากรับทราบคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้สั่งให้บรรจุเข้าเป็นวาระ ในการประชุมในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ทันที อาจจะเป็นการพิจารณา 2 วาระรวด เพราะเคยผ่านวาระ 2 และ 3 มาแล้ว จากนั้นต้องส่งต่อวุฒิสภา เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯต่อไปคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้ประเทศไทยหายใจโล่งอกได้เรื่องหนึ่ง เพราะมีความหวังว่างบประมาณประจำปี 2563 ที่ล่าช้ามาหลายเดือนแล้ว จะล่าช้าต่อไปอีกไม่นาน รัฐบาลก็จะสามารถเบิกจ่ายเงิน 3.2 ล้านล้านบาท มาใช้จ่ายในการบริหารประเทศตามปกติและที่สำคัญคืองบลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ทรุดหนักแต่เรื่องราวคงจะไม่จบลงเพียงแค่นั้น คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญตอนหนึ่ง ระบุว่า “ส่วนบุคคลใดต้องรับโทษอย่างไรหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องไปดำเนินการตามกฎหมายต่อไป” ส.ส.อย่างน้อย 3 คน ที่มีชื่อปรากฏในคำวินิจฉัย หรือบางคนที่ชื่อหายไปเหมือนปาฏิหาริย์ ต้องถูกตรวจสอบ และดำเนินการทั้งทางอาญาและจริยธรรมเนื่องจาก ส.ส.ที่มีชื่อเกี่ยวข้อง กับการเสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน ทั้งหมดสังกัดพรรคร่วมรัฐบาล อาจมีบางฝ่ายเป็นห่วงว่าอาจหลุด เพราะผู้มีอำนาจมักทำอะไรไม่ผิด แต่อย่างน้อยก็ต้องขอให้เกรงใจประชาชน เพราะมีถึงร้อยละ 80.14 ที่แสดงความเห็นผ่านนิด้าโพล ฟันธงว่าการลงคะแนนแทนกันเป็นการกระทำที่ไร้จิตสำนึก.