ในหลายปีที่ผ่านมา ถ้ามีเสียงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล หรือมีการแพร่ผลการสำรวจความเห็นประชาชน พบว่าคนส่วนใหญ่ผิดหวังในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง รัฐบาลมักจะอ้างว่าเป็นผลกระทบจาก “สงครามการค้า” ระหว่างสองอภิมหาอำนาจ สหรัฐอเมริกากับจีน และภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ทำให้การส่งออกไทยติดลบถึงวันนี้สงครามการค้าได้ลดความร้อนแรงลงไปมาก หลังจากที่อภิมหา อำนาจทั้งสองทำสัญญา “หยุดยิง” ตกลงกันได้ ในระดับหนึ่ง รัฐบาลไทยไม่สามารถอ้าง “สงครามการค้า” ทำให้เศรษฐกิจตกต่ำได้อย่างเต็มปาก แต่กลับมีปัจจัยเสี่ยงต่างๆไหลทะลักเข้ามา ทั้งไวรัสโคโรนา ความล่าช้าของงบประมาณ และภัยแล้งเจ้าเก่ารัฐบาลจึงมีข้ออ้างเพิ่มขึ้นอีกมาก แม้แต่ปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 ก็มีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศ หน่วยงานเศรษฐกิจต่างๆของรัฐต้องปรับลดการประเมินการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เช่น กระทรวงการคลังปรับลดจีดีพีของปี 2563 จาก 3.3% เป็น 2.8% จากอิทธิฤทธิ์ของปัจจัยใหม่ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่น ของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประจำเดือนมกราคม เดือนแรกของปี 2563 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นลดลงทุกรายการ ทั้งความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ความเชื่อมั่นในปัจจุบัน ความเชื่อมั่นในอนาคต ความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจโดยรวม ความเชื่อมั่นในโอกาส การหางานทำ และความเชื่อมั่นในรายได้อนาคตดัชนีความเชื่อมั่นบางรายการลดลงฮวบฮาบอย่างน่าตกใจ เช่น ความเชื่อมั่นในปัจจุบันลดต่ำสุดในรอบ 220 เดือน ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2544 เป็นต้นมา ความเชื่อมั่นในโอกาสหางานทำ ลดต่ำสุดในรอบ 217 เดือน นับแต่เดือนมกราคม 2545 เพราะความกังวลเรื่องโคโรนาที่กระทบต่อการดำเนินชีวิต และเศรษฐกิจประเทศก่อนการสำรวจครั้งนี้ ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ให้สัมภาษณ์สื่อบางสำนัก ระบุว่าถ้าประเมินปัจจัยเสี่ยงโดยรวม ทั้งผลกระทบจากโคโรนา งบประมาณ 2563 ที่ล่าช้า ความขัดแย้งทางการเมือง เศรษฐกิจ โลกที่ชะลอตัว การแข็งค่าของเงินบาท อาจ ทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำกว่า 2%เมื่อมีข่าวการแพร่ของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ จากเมืองอู่ฮั่นของจีนสู่ประเทศต่างๆทั่วโลก นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศว่ารัฐบาลสามารถควบคุมได้ 100% น่าจะหมายถึงการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัส ไม่ใช่ควบคุมไม่ให้กระทบต่อเศรษฐกิจไทยที่กำลังร่อแร่ แต่รัฐบาลมีข้อแก้ตัวเพิ่มขึ้นอีกมาก.