นายกตู่ปัดยุ่ง ปม ‘แป๊ะ-โจ๊ก’“ไพรัตน์ ไพพรรณรัตน์” รอง ผบก.อก.ภ.9 ยื่นฟ้องศาลอาญาทุจริตฯเอาผิด ผบ.ตร. ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่มิชอบฯ เจ้าตัวอ้างถูกย้ายจากตำแหน่งรอง ผบก.ภ.จ.เพชรบุรี ไม่เป็นธรรม เนื่องจากถูกรอง ผบ.ตร.นายหนึ่งตามจ้องเล่นงาน มีเรื่องกันตั้งแต่ถูกจเรตำรวจหมายหัวตรวจทรงผมผิดระเบียบเมื่อกลางปี 61 อีกทั้งโดนข่มขู่โดยมีคลิปเสียงเป็นหลักฐาน ด้าน พล.ต.อ.สุชาติโต้ทันควัน แฉผู้ร้องเคยพูดว่าไม่ต้องตัดผมตามระเบียบ ตร.ตอนอบรมหลักสูตร ผกก. และถูกย้ายเพราะมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม บังคับเหยื่อให้ซื้อบัตรชมดนตรีหลายพื้นที่ ส่วนนายกฯตู่ตอบคำถามเรื่องความขัดแย้ง “บิ๊กแป๊ะ” กับ “บิ๊กโจ๊ก” ว่าเป็นปัญหาที่เขาจัดการกันเองได้รอง ผบก.ยื่นฟ้อง ผบ.ตร. เอาผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ เปิดเผยขึ้นที่ศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 13 ม.ค. พ.ต.อ.ไพรัตน์ ไพพรรณรัตน์ รอง ผบก. อก.บช.ภ.9 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.157 กรณีใช้อำนาจแต่งตั้งโยกย้ายโดยมีมูลเหตุจูงใจด้านอื่น ศาลรับเป็นคดีในชั้นตรวจฟ้องหมายเลข อท.3/2563 นัดฟังคำสั่งว่าจะรับคดีไว้เพื่อ ไต่สวนมูลฟ้องหรือไม่ ในวันที่ 27 ม.ค. เวลา 09.00 น.พ.ต.อ.ไพรัตน์กล่าวถึงการฟ้องร้องผู้บังคับบัญชาว่า เคยทำบันทึกกล่าวหายื่นต่อ พล.ต.อ.จักรทิพย์ขอความเป็นธรรมกรณีถูกรอง ผบ.ตร.นายหนึ่ง ให้จเรตำรวจออกสุ่มตรวจทรงผม เมื่อประมาณกลางปี 61 ปรากฏหลักฐานว่า จากจำนวนข้าราชการตำรวจ ทั่วประเทศประมาณสองแสนกว่านาย แต่กลับกำหนดตนเป็นเป้าหมายหนึ่ง เมื่อพบว่าตนตัดผมเรียบร้อยตามระเบียบก็ไม่ยอมจบ นำภาพถ่ายเก่ามาเป็นเหตุสั่งย้ายไปประจำที่ ศปก.ตร. ตนทำบันทึกกล่าวหานายตำรวจยศ พล.ต.อ.ดังกล่าวไปถึง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ช่วงปลายเดือน ส.ค.62 เเต่ก็มีคำสั่งที่ผ่านมาให้ย้ายจาก รอง ผบก.ภ.จ.เพชรบุรี ไปเป็น รอง ผบก. อก.บช.ภ.9 มีมูลเหตุจูงใจด้วยสาเหตุดังกล่าวไม่ได้กระทำไปเพื่อประโยชน์ต่อทางราชการ แต่กระทำไปเพื่อมุ่งหวังให้เกิดความเสียหายแก่ตนอันเป็นความผิดกฎหมายอาญามาตรา 157 การแต่งตั้งโยกย้ายที่ผ่านมาตนไม่มีปัญหา แต่เมื่อเป็นการโยกย้ายโดยไม่สุจริตก็ต้องใช้สิทธิร้องต่อศาล พร้อมทั้งนำพยานหลักฐานเป็นความเห็นการตั้งสอบความประพฤติของตน เเละเเผ่นอัดเสียงสนทนาระหว่างตนกับนายตำรวจระดับสูง เพื่อให้ทราบถึงมูลเหตุจูงใจที่ฟ้องร้องคดีพ.ต.อ.ไพรัตน์กล่าวต่อว่า ยื่นฟ้อง ผบ.ตร.เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด ไม่ได้ต้องการท้าชนหรือลองดี แต่เป็นการฟ้องตามหลักการเพราะ ผบ.ตร.เป็นผู้อนุมัติคำสั่งโยกย้ายทั้งหมด ก่อนหน้านี้เคยทำเรื่องร้องขอความเป็นธรรมไปแล้ว แต่ ผบ.ตร.ก็ไม่ได้นำไปพิจารณา ส่วนความขัดแย้งกับรอง ผบ.ตร.คู่กรณีตามกลั่นแกล้งมาตลอด ขอไม่เปิดเผยเพราะเป็นข้อมูลในสำนวนฟ้อง ขอบอกเพียงว่ารอง ผบ.ตร.คนดังกล่าวเป็นเพื่อนร่วมรุ่น นรต.กับ ผบ.ตร. อีกทั้งเคยกล่าวทำนองข่มขู่ว่าจะตามเอาผิดตนตลอดและมีคลิปเสียงเป็นพยานต่อมา พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รอง ผบ.ตร.กล่าวว่า จากกรณีที่ พ.ต.อ.ไพรัตน์กล่าวถึงที่มาของการฟ้องคดีนี้ เนื่องจากได้เคยทำบันทึกกล่าวหายื่นต่อ ผบ.ตร. กรณีถูกนายตำรวจระดับรอง ผบ.ตร.ให้เจ้าหน้าที่ จากหน่วยงานจเรตำรวจ ออกสุ่มตรวจทรงผมโดยมีเป้าหมายไปที่ พ.ต.อ.ไพรัตน์ ตนขอชี้แจงว่า กรณีของทรงผมข้างขาว สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) มีคำสั่งออกมาตั้งแต่ปี 60 ให้ข้าราชการตำรวจทั่วประเทศรับทราบโดยทั่วกัน ไม่ว่าจะสังกัดหน่วยงานไหน ถือให้ตำรวจทุกนายรับทราบและปฏิบัติมาโดยตลอด ไม่ได้มาเริ่มมีคำสั่งช่วงปี 61 อีกทั้งขณะที่ พ.ต.อ.ไพรัตน์ดำรงตำแหน่งรอง ผบก.วิทยาลัยการตำรวจ บช.ศ. ยังไปกล่าวขณะอบรมนักเรียนหลักสูตร ผกก.ในขณะนั้นว่า ไม่ต้องตัดผมตามคำสั่ง ตร. เนื่องจากขณะอบรมไม่ได้เป็นตำรวจฝ่ายปฏิบัติ เรื่องนี้เมื่อมีการตรวจสอบพบว่า พ.ต.อ.ไพรัตน์มีการพูดเรื่องนี้จริง ดังนั้นกรณีใดๆก็ตามมีการให้ข้อความอันเป็นเท็จ ตร.จะดำเนินการฟ้องกลับ“ที่ผ่านมาตนเคยแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ ข้อเท็จจริงนายตำรวจคนนี้มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม จัดกิจกรรมดนตรีในพื้นที่ จ.ภูเก็ต ให้ทีมงานจำหน่ายบัตรชมกิจกรรมให้ผู้ประกอบการและประชาชนในพื้นที่ โดยมีพฤติกรรมข่มขู่บีบบังคับ ล่อลวงขู่เข็ญ ให้ซื้อบัตรเข้าชม หลังมีคำสั่งออกไป พ.ต.อ.ไพรัตน์กลับฟ้องตนและพวกและ ตร.ในข้อหาละเมิดศาลมีคำสั่งพิพากษายกฟ้องเมื่อปลายเดือน ธ.ค.62 ที่ผ่านมาเท่าที่ตรวจสอบพบว่าการจัดกิจกรรมดนตรีในลักษณะดังกล่าวไม่ใช่มีการจัดขึ้นในพื้นที่ จ.ภูเก็ตเท่านั้น แต่ยังจัดในหลายๆพื้นที่ได้กำไรในการจัดกิจกรรมนับหลักล้านบาทต่อครั้ง ดังนั้นคำสั่งโยกย้ายที่ออกมาเป็นเรื่องของพฤติกรรม และทัศนคติ ของนายตำรวจท่านนี้มากกว่าไม่ใช่เรื่องกลั่นแกล้งกันแต่อย่างใด” รอง ผบ.ตร.กล่าวด้าน พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. กล่าวว่า ประเด็นฟ้องร้อง ผบ.ตร.คือเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรม อยากให้ดูตัวอย่าง ผบ.ตร.สมัยที่ดำรงตำแหน่ง สว.สายตรวจพิเศษ เมื่อเปลี่ยนแปลงผู้บังคับบัญชายังเคยถูกย้ายไปดำรงตำแหน่ง สว.สุนัขตำรวจ ถือเป็นเรื่องปกติของวิถีตำรวจ เพราะการแต่งตั้งโยกย้ายแต่ละครั้งผู้บังคับ บัญชาย่อมมีเหตุผล ดังนั้นหากได้รับการแต่งตั้งแล้วไม่ถูกใจ ทุกคนตั้งหน้าตั้งตาแต่จะร้อง แล้วองค์กรจะอยู่อย่างไร ความมีวินัยอยู่ตรงไหน ต้องมองย้อนดูตัวเองว่าที่ถูกโยกย้ายมีพฤติกรรมอย่างไร ที่ผ่านมามีปัญหาอะไร มีวินัยหรือไม่ เขาสั่งให้ตัดผมแล้ว ตัวเองมีวินัยเพียงพอหรือไม่ การไปพูดปลุกปั่นให้ไม่ต้องตัดผมเป็นการกระทำที่ใช้ได้หรือไม่ ส่วนตัว ผบ.ตร.ไม่ได้สนใจในการฟ้องร้องครั้งนี้ ส่วนจะมีนัยอะไรหรือไม่ ต้องไปถามผู้ร้องพ.ต.อ.กฤษณะยังกล่าวถึงกรณีมีการเผยแพร่คลิปเสียง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. พูดคุยกับ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร. ลงไป ติดตามคดีคนร้ายก่อเหตุยิงรถเก๋ง พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่จอดอยู่หน้าสาริกา มาสสาจ ย่านบางรัก กทม. พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ให้การว่า สาเหตุมาจากเรื่องร้องโครงการไบโอแมทริกซ์ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ทำนองเตือน พล.ต.อ.วิระชัยอย่าแถลงข่าวรายวันและให้ พล.ต.ท.มาสั่ง พล.ต.อ.ว่า ไม่ทราบว่า ผบ.ตร.ติดใจหรือไม่ ยอมรับว่าตนนั่งอยู่ด้วยขณะที่มีการคุยโทรศัพท์กัน เป็นการพูดคุยกำชับการปฏิบัติหน้าที่กันตามปกติ ไม่ใช่ลักษณะการพูดคุยที่ใช้อารมณ์ หรือใช้คำพูดที่ไม่สุภาพ ทุกคนที่ได้ฟังจากคลิปเสียงแล้วคงทราบว่าอารมณ์และน้ำเสียงเป็นอย่างไร อยากทราบเหมือนกันว่าใครเป็นคนอัดเสียงและปล่อยเสียง จากนี้จะมีผลในการสั่งงานกันทางโทรศัพท์หรือไม่เรื่องนี้ตนก็ไม่ทราบที่ทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวถาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชาจะทำอย่างไรกับปัญหาระหว่าง พล.ต.อ.จักรทิพย์ กับ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ โดย พล.อ.ประยุทธ์ส่ายศีรษะพร้อมถอนหายใจก่อนตอบว่า “เป็นปัญหาที่เขาจัดการกันเองได้”