ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้สัมภาษณ์พิเศษ วารสาร “การเงินธนาคาร” ฉบับมกราคม 2563 เปิดเผยถึง New Growth Engine เครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ของรัฐบาล ที่จะนำมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจตั้งแต่ปี 2563 โดยนำหลักการจากยุทธศาสตร์ชาติและวิสัยทัศน์ไทยแลนด์ 4.0 ผสมผสานกับหลักคิดเศรษฐกิจพอเพียง และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ตกผลึกออกมาเป็นแผนงาน 3 เศรษฐกิจใหม่ คือ เศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และ เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) รวมเรียกว่า BCG Model เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่เติบโตแบบยั่งยืนทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจแบบ BCG นี้ ดร.สุวิทย์ เปิดเผยว่า ได้รับไฟเขียวจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้วดร.สุวิทย์ เปิดเผยว่า ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยมีค่าเฉลี่ยเพียงร้อยละ 3 ต่อปี ไม่เพียงพอที่จะนำประเทศไทยก้าวข้าม “กับดักประเทศรายได้ปานกลาง” และ “ลดความเหลื่อมล้ำ” จึงจำเป็นต้อง “ปรับเปลี่ยนรูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม” เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการให้มีมูลค่าสูงขึ้น ด้วยการนำเทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่เข้ามาทลายข้อจำกัด เพื่อก้าวกระโดดไปสู่การสร้างการเติบโตแบบยั่งยืน กระจายรายได้ กระจายโอกาส และ กระจายความมั่งคั่งแบบทั่วถึง (Inclusive Growth) โดยใช้โมเดลเศรษฐกิจใหม่ที่เรียกว่า BCG Model ประกอบด้วย เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และ เศรษฐกิจสีเขียวดร.สุวิทย์ ได้ยกตัวอย่าง ภาคการเกษตรที่มีเกษตรกรเกี่ยวข้องกว่า 12 ล้านคน แต่ กว่าร้อยละ 90 ของพื้นที่เพาะปลูกไทยปลูกพืชเพียง 6 ชนิด คือ ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง อ้อย ข้าวโพด ปาล์มน้ำมัน ซึ่งเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีราคาผันผวนตามสภาพภูมิอากาศและอุปทานตลาดโลก ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์ต่ำดังนั้น ถ้ายกระดับการผลิตให้มีคุณภาพ มีความปลอดภัย มีมาตรฐาน เช่น เนื้อวัวทั่วไปกิโลละ 250 บาท แต่ เนื้อวัวโพนยางคำกิโลละ 750 บาท ถ้าเปลี่ยนรูปแบบการผลิตจาก “ผลิตมากแต่สร้างรายได้น้อย” ไปสู่สินค้าพรีเมียม “ผลิตน้อยแต่สร้างรายได้มาก” โดยใช้เทคโนโลยี Internet of Things มาควบคุมการเพาะเลี้ยง เพิ่มประสิทธิภาพของการเกษตรให้สูงขึ้น เปลี่ยนการ “ขายเป็นตัน” ไปเป็นการ “ขายเป็นกิโลกรัมหรือกรัม” เช่น สารสกัดจากข้าวกิโลละ 2,400 บาท สารสกัดแคปไซชินจากพริกกิโลละ 30,000 บาท หรือเปลี่ยนไปผลิตเป็นอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ซึ่งเป็นสินค้าที่มีอัตราเติบโตสูง ปี 2560 ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มมีมูลค่า 200,000 ล้านบาท โดยเฉพาะ กลุ่มอาหารฟังก์ชัน เช่น อาหารที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันโรค บำรุงสมอง ลดความเสื่อมของระบบอวัยวะต่างๆ ฯลฯดร.สุวิทย์ กล่าวว่า เศรษฐกิจแบบ BCG Model จะมีความสำคัญต่อประเทศทั้งในมิติ สังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และเกี่ยวข้องกับการจ้างงานกว่าครึ่งหนึ่งของการจ้างงานรวม มีมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจรวมกัน 3.4 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 21 ของจีดีพี ครอบคลุม 4 สาขา คือ เกษตรและอาหาร สุขภาพและการแพทย์ พลังงาน วัสดุและเคมีชีวภาพ และ การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งมีศักยภาพในการ เพิ่มมูลค่าเป็น 4.4 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 24 ของจีดีพีในอีก 5 ปีข้างหน้า ทั้ง 4 สาขาดังกล่าวสามารถพัฒนาเป็นอิสระ แต่การเชื่อมโยงและพัฒนาไปพร้อมกันจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดผมเห็นด้วยกับ โมเดลเศรษฐกิจใหม่ BCG ของ รัฐมนตรีสุวิทย์ เมษินทรีย์ ทุกวันนี้เกษตรกรไทยจมอยู่กับพืชเศรษฐกิจเพียง 6 ตัว ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง อ้อย ข้าวโพด ปาล์มน้ำมัน ที่มีราคาต่ำ ขายเป็นวัตถุดิบ รัฐบาลไม่เคยคิด “ต่อยอด” เพื่อเพิ่มมูลค่า ทุกปีรัฐบาลต้องใช้เงินหลายแสนล้านบาทเพื่ออุ้มราคารวมแล้วไม่รู้กี่ล้านล้านบาทถึงเวลาที่ ภาครัฐ และ เอกชน จะต้อง “ใช้สมองทั้งสองหยัก” เพื่อ “คิดใหม่ทำใหม่” แทนการ “ใช้สมองหยักเดียว” คิดแบบเดิมๆ ทำแบบเดิมๆ ฉลาดน้อยแบบเดิมๆ.“ลม เปลี่ยนทิศ”