ถึงเวลาที่ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม และ “รองนายกฯลุงป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ต้องแบ่งเวลางานบริหารบ้านเมือง สู่บริหารจัดการปัญหาที่ถาโถมรัฐบาลก่อนที่จะต้องตั้งรับอีเวนต์การเมือง “วิ่งไล่ลุง” ตอนต้นปีจากที่ใช้เคล็ดวิชาลอยตัว “บิ๊กตู่” ต้องโดดลงมาคลุกฝุ่นหลายรายการมั่งแล้ว ส่วน “บิ๊กป้อม” ต้องเรียกพลังฟื้นคืนเพื่อเป็นกองหนุนให้น้องรักอย่างแรกที่เห็นๆ เพิ่งเสร็จจากการยันเกมบุก ทั้งคิว “เช็กบิล คสช.” 2 เสือแห่งบูรพาทิศใช้กำลังภายในระดมเสียง ทั้งขู่-ปลอบ พรรคร่วมรัฐบาล จนอยู่ในแถวในแนวระดับหนึ่งคิวตั้ง กมธ.ศึกษาผลกระทบคำสั่ง คสช. และมาตรา 44 คว่ำสำเร็จไปเรียบร้อยล่าสุดต่อกรกับเกมรื้อรัฐธรรมนูญที่มาแรงจัด แม้จะยอมให้ตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ก็ส่งขุนพลมือฉมัง จัดนักกฎหมาย นักการเมืองเขี้ยวๆ มือไม้เฮี้ยวๆเข้าไปเต็มโควตา กมธ.ชนิดที่ทัพฝ่ายค้านที่เร่งเครื่องเกมรื้อรัฐธรรมนูญออกมาดักคอ เตือนให้ระวัง รายการ “ปล้นวาระแก้ รธน.”เป็นอีกคิวที่ต้องติดตามกันยาวนานข้ามปี เพราะมีเวลาเต็มพิกัด 120 วัน หรือ 4 เดือนเข้าไปโน่น ถึงจะรู้รัฐบาล “บิ๊กตู่” จะยันกระแสรื้อโละรัฐธรรมนูญได้หรือไม่แต่เบื้องต้นมืองานที่ไว้วางใจ รายชื่อน่าจะผ่านการเฟ้น จนลุงๆมั่นใจเช่นเดียวกับแรงกระเพื่อมภายในไว้นานเกิน จะลามไม่หยุด ล่าสุดทั้ง “บิ๊กตู่” และ “บิ๊กป้อม” แตะมือแยกสายกันไปเจรจาต่อรอง ทั้งเคลียร์เรื่องการคอนโทรลเสียงกับพรรคร่วม อย่างประชาธิปัตย์-ภูมิใจไทย จบได้ด้วยดีชนิด “บิ๊กตู่” พาแกนนำ 2 พรรคร่วมสำคัญ ชูไม้ชูมือโชว์สื่อ อวดความปึ้กทีม ครม.ตบท้ายด้วยเปิดคลับเฮาส์ดัง นัดปาร์ตี้ปลายปีกับ ส.ส.ทุกป้อมค่ายรัฐบาล2 ลุงผูกสัมพันธ์สมานมิตรคนการเมืองถี่ๆในช่วงนี้เพราะเอาเข้าจริง ศึกนอกที่ดาหน้ากันเข้ามา ถ้าทัพหลักรัฐบาลเข้มแข็งก็ยากจะฝ่าเข้ามาตีได้ ตรงกันข้ามถ้ามีรอยร้าวภายใน แรงกระเพื่อมแทรกตัว โอกาสจะพังพาบก็มีสูง2 ลุงห่วงสนิมเกิดแต่เนื้อใน “เรือเหล็ก” ต้องลงมาปรับแต่งทัพก่อนเผชิญศึกซักฟอกและคิวไล่ปีหน้าโดยเฉพาะในค่ายพลังประชารัฐ ที่มีข่าวก่อนการประชุมวิสามัญประจำปีวันสุดสัปดาห์ จะมีรายการยกเครื่องใหญ่ จัดทัพใหม่ในค่ายนอกจากเรื่องการเพิ่มกรรมการบริหารพรรค เกลี่ยโควตา แชร์อำนาจให้ครบทุกกลุ่มก๊วนจุดโฟกัสยังพุ่งไปที่เก้าอี้เลขาธิการพรรคของ “บิ๊กสน” สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ที่มีข่าวหลายกลุ่มก๊วนพร้อมกับเสนอชื่อ “เสี่ยแฮงค์” อนุชา นาคาศัย รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พปชร.ขึ้นแท่นแทนในฐานะที่ “เสี่ยแฮงค์” ทำงานให้พรรคมาตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง ในฐานะประธานยุทธศาสตร์ภาคกลาง พปชร. ถึงแม้พะยี่ห้อเครือข่ายทีมสามมิตรก็จริง แต่ตระเวนทั่วทั้งภาคอีสาน ภาคใต้ ไม่เลือกยี่ห้อกลุ่มก๊กแม้ไม่มีเก้าอี้ รมต.เป็นบำเหน็จรางวัลแห่งความทุ่มเท “เสี่ยแฮงค์” ก็ยอมเสียสละ และยังปักหลักทำงานให้พรรค เป็นตัวช่วย “บิ๊กป้อม” ดูแลลูกค่ายแบบถึงลูกถึงคนนำมาสู่การให้ใจ ตุนแต้มแรงหนุนคน พปชร.ได้กลุ่มใหญ่ทั้งนี้ หลังกระแสข่าวเปลี่ยนพ่อบ้านพรรคมาแรง ชนิดที่ “2 กุมาร” อุตตม สาวนายน รมว.คลัง ในฐานะหัวหน้าพรรค และ “บิ๊กสนธิรัตน์” รวมทั้ง “ปรมาจารย์ผู้ปลุกเสก” อย่าง ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯต้องจัดคิวด่วนเข้าพูดคุยกับผู้นำ เคลียร์กับ “พี่ใหญ่”ในทางที่ประเมินกันได้ ถ้าถูกยึดตำแหน่งในพรรครอบนี้ ก็อาจสะเทือนถึงโควตาที่นั่งในรัฐบาลเก้าอี้ รมต.ของ “สมคิดกรุ๊ป” เสี่ยงหลุดไปอีกในคิวปรับ ครม.คิวนี้ 2 ลุง “อำนาจคู่” ฟังความเห็นในค่ายเป็น 2 ทาง ฝั่งหนึ่งอยากให้ปรับเปลี่ยน อีกด้านไม่อยากให้เปลี่ยนม้าก่อนเผชิญศึก ประกอบกับมีข้อติดขัดทางกฎหมาย เงื่อนเวลาประชุมพรรคสมัยสามัญ-วิสามัญจึงถึงจุดประนีประนอม ยืดคิวยกเครื่องพรรคออกไปสงบศึกในให้พร้อมเผชิญศึกนอก ไว้จบรายการค่อยมาตะลุมบอน แชร์อำนาจให้คลิกกันอีกทีทั้งเก้าอี้ตำแหน่งในพรรค และในวาระยกเครื่องใหม่ ครม.ทีมข่าวการเมือง