กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ กสศ.หน่วยงานน้องใหม่ที่จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ.2561 หนึ่งในผลงานชิ้นโบแดงของคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) ที่ให้มุ่งช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์และเข้าไม่ถึงโอกาสทางการศึกษา ปัจจุบันมี ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล เป็นประธานบอร์ด และมี นพ.สุภกร บัวสาย เป็นผู้จัดการกองทุนฯ กสศ.ซึ่งกลุ่มเป้าหมายผู้ที่ กอปศ.กำหนดว่าต้องการการช่วยเหลือมีอยู่ประมาณ 4.3 ล้านคน แบ่งออกเป็น 8 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ เด็กนักเรียนขาดแคลนทุนทรัพย์ 1.8 ล้านคน, เด็กนอกระบบ อายุ 6–14 ปี จำนวน 200,000 คน, นักเรียน ม.ปลาย–ปวช.ที่ยากจน 360,000 คน, เด็กที่ไม่เรียนต่อหลังจบ ม.ต้น 240,000 คน, แรงงานอายุ 18–25 ปีที่ต้องการพัฒนาทักษะแรงงาน 150,000 คน, เด็กเล็ก อายุ 0–2 ปี ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ 770,000 คน, เด็กก่อนวัยเรียน 3–5 ปี นอกระบบการศึกษา 230,000 คน, เด็กก่อนวัยเรียน 3–5 ปีที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ 610,000 คน โดยคาดว่าต้องใช้เงินงบประมาณ 25,000 ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็น 5% ของงบประมาณกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งรัฐบาลสามารถจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานผ่านกระทรวงและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยไม่จำเป็นต้องจัดสรรมาที่ กสศ.ทั้งหมด แต่มีเงื่อนไขว่า เป็นเงินที่ให้ด้านอุปสงค์หรือตรงตัวนักเรียนรายบุคคลโดยตรง และให้กับกลุ่มเป้าหมายที่ กอปศ.เสนอไว้ 8 กลุ่มภารกิจที่ กสศ. รับไม้ต่อจาก กอปศ. คือ การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยมุ่งเน้นที่การค้นหาวิธีการปฏิรูประบบการศึกษาและทดลองวิธีใหม่ๆ เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดประโยชน์สูงสุดเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปขยายในวงกว้างต่อไป ซึ่งแนวทางที่ กสศ.ใช้นั้นเป็นแนวทางเดียวกับ งานวิจัยที่ได้รับรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ ประจำปี 2019 และหลายประเทศก็ประสบความสำเร็จในการใช้มาตรการดังกล่าวในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างมีประสิทธิผล นพ.สุภกร กล่าวว่า “กสศ.มีภารกิจสำคัญในการค้นหาวิธีการปฏิรูประบบการศึกษาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งก็ต้องมีการทดลองระบบ โดยปีการศึกษา 2562 เริ่มที่กลุ่มนักเรียนยากจนพิเศษ ในฐานข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประมาณ 1 ใน 3 หรือประมาณ 600,000 คน ซึ่งปกติทุกคนจะได้รับจัดสรรเงินรายหัวอยู่แล้วทุกปี แต่ กสศ.จะให้เพิ่มเติมกับเด็กยากจนพิเศษอีก วันละ 8 บาทต่อคน เพื่อให้เด็กยากจนพิเศษได้รับเงินอุดหนุนมากขึ้นตามสภาพความเป็นจริงใน 3 เรื่องคือ อาหาร การเดินทาง และการเรียนรู้เพิ่มเติม ซึ่งแล้วแต่ว่าโรงเรียนจะเน้นการช่วยเหลือไปเรื่องใด โดยเงินที่ให้เพิ่มดังกล่าวก็ไม่เพียงพออยู่ดี แต่ผลการช่วยเหลือด้วยการเติมเงินแบบเฉพาะเจาะจงลงไปนั้น ก็มีผลลัพธ์ที่น่าพอใจ เพราะพบว่า นักเรียนที่ได้รับทุนดังกล่าวร้อยละ 98 มีอัตราการมาเรียนอย่างสม่ำเสมอ ส่วนเงินทุนที่เป็นค่าอาหารก็พบว่า เด็กส่วนหนึ่งมีน้ำหนักและส่วนสูงไม่ได้ตามเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งจะมีการส่งต่อข้อมูลนี้ให้กระทรวงสาธารณสุขให้เข้ามาหาสาเหตุและแก้ไขกันต่อไป”“กสศ.ได้ขอเงินเพิ่มให้เด็กอีกเฉลี่ยวันละ 15 บาท ซึ่ง ครม.ได้ให้ความเห็นชอบแล้ว พร้อมกับขยายการช่วยเหลือไปยังนักเรียนยากจนพิเศษตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย สังกัด สพฐ., ร.ร.ตำรวจตระเวนชายแดน, ร.ร.สังกัดองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ให้ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด ส่วนปี 2564 จะขยายผลไปยัง ร.ร.เอกชนการกุศล สังกัด สช.” ผู้จัดการ กสศ. กล่าวต่อถึงเป้าหมายในปีการศึกษา 2563 หันมาดูที่บทบาทของการค้นหาระบบการปฏิรูปการศึกษาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำของ กสศ.นั้น นพ.สุภกร ระบุว่า กสศ.กำลังวางระบบฐานข้อมูลนักเรียนยากจน ซึ่งประสานกับ สพฐ.ที่ได้พัฒนาระบบนี้ไว้ก่อนหน้านี้ โดยเชื่อมโยงข้อมูลไว้ด้วยกัน และพัฒนาต่อยอดเพื่อให้หน่วยงาน และกระทรวงอื่นๆเข้ามาเป็นเครือข่ายใช้ข้อมูลฐานเดียวกันในการช่วยเหลือเด็ก เยาวชน ขณะนี้ฐานข้อมูลนี้ก้าวหน้าไปพอสมควร หากทำได้ครบทั้งระบบโดยเชื่อมกับข้อมูลเลขประจำตัว 13 หลัก จะทำให้เราทราบว่า เมื่อเด็กคนหนึ่งมีปัญหา มีหน่วยงานใดเข้าไปดูแลแล้วบ้าง จะได้ไม่เกิดความซ้ำซ้อน ขณะเดียวกัน เราจะทราบถึงข้อมูลครอบครัว ซึ่งอาจมีปัญหาด้านเศรษฐกิจ สุขภาพ การมีงานทำ จะทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือได้ตรงกับปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น กระทรวงสาธารณสุขเข้ามาดูแลด้านสุขภาพของคนในครอบครัว กระทรวงแรงงานหยิบยื่นโอกาสด้านการมีงานทำ รวมทั้งหากเด็กหลุดจากระบบการศึกษา ก็จะตามตัวกลับมาสู่ระบบการศึกษาได้ หรือจัดหาอาชีพให้“ทีมการศึกษา” มองว่า การสนับสนุนงบฯจากรูปแบบเดิมที่ให้ทุกคนแบบเท่ากันแบบเหวี่ยงแห อาจเหมาะสมกับสภาพปัญหาของประเทศในระยะหนึ่ง แต่การเพิ่มเติมเม็ดเงินเสริมให้กับเด็กกลุ่มยากจนพิเศษให้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็น่าจะตอบโจทย์เรื่องการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่ได้ผล สิ่งที่เราอยากฝากคือ ขอเพียงผู้เกี่ยวข้องกับการจัดสรรงบประมาณ ให้โอกาสเด็กไทยได้เข้าถึงระบบการศึกษา และได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างแท้จริงและมั่นคงยั่งยืน เพราะการศึกษาจะเป็นทางออกของการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย ที่สำคัญเพื่อให้สามารถยุติความยากจนในชั่วอายุของเด็กไทยรุ่นนี้ โดยไม่ส่งต่อความยากจนไปสู่รุ่นลูกหลานอีกต่อไป.ทีมการศึกษา