ความปั่นป่วนรวนเรหรือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในวงการเมืองไทยในขณะนี้ จนสร้างความเดือดร้อนในหมู่ประชาชน สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งน่าจะเป็นปัญหาเรื่องคนหรือสิ่งแปลกปลอม เริ่มตั้งแต่การปกครองระบอบประชาธิปไตย ซึ่งลอกเลียนมาจากโลกตะวันตกหรือฝรั่ง คนการเมืองบางส่วนเป็น “คนแปลกหน้า” ที่เข้าสู่ระบบรัฐสภานายกรัฐมนตรีเป็น “คนแปลกหน้า” สำหรับระบอบประชาธิปไตย เนื่องมาจากผู้นำกองทัพ หัวหน้าคณะรัฐประหาร ไม่คุ้นชินกับการเมืองระบบรัฐสภา มีวิธีคิดและวัฒนธรรมองค์กรแตกต่างกัน ประธานคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบของสภาผู้แทนราษฎรก็เป็นคนแปลกหน้านายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาจากผู้นำกองทัพ ขณะที่ประธาน กมธ. พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส มีภูมิหลังเป็นตำรวจใหญ่ ระดับ ผบ.ตร. ซึ่งคุ้นชินกับการทำงานแบบตำรวจ เช่นเมื่อ “หมายเรียก” ใครให้ไปพบ ผู้ถูกเรียกจะต้องไปพบตามนัด ผู้ขัดขืนจะถูกตามด้วย “หมายจับ” ถูกจับกุมคุมขังแต่ในวงการรัฐสภาเป็นอีกเรื่อง รัฐธรรมนูญให้ กมธ.ทำหนังสือเชิญนายกรัฐมนตรีเพื่อชี้แจงเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ได้ แต่ประธาน กมธ.ไม่มีอำนาจออกหมายจับ หากนายกรัฐมนตรีไม่มาพบ ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ก็อาจคุ้นชินกับการมีอำนาจเด็ดขาด ในฐานะหัวหน้า คสช. จึงอาจมาหรือไม่มาพบตามคำสั่งเรียกซ้ำยังมีปัญหาว่า พ.ร.บ.คำสั่งเรียกฯ 2554 ที่ กมธ.กล่าวอ้าง อาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2560 เพราะออกตามรัฐธรรมนูญ 2550 ผู้ตรวจการแผ่นดินกำลังเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้วินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ถ้าอ้างอำนาจตามกฎหมายที่ขัดรัฐธรรมนูญ ผู้กล่าวอ้างอาจถูกกล่าวหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบปัญหาระหว่างนายกรัฐมนตรีกับประธาน กมธ.ป.ป.ช. ซึ่งเป็น “คนแปลกหน้า” ต่อระบบรัฐสภาทั้งสองฝ่าย ยังลุกลามเป็นการใช้ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลที่เข้าไปเป็น กมธ.ใหม่ ให้ใช้เสียงข้างมากขับประธาน กมธ.ออกจากตำแหน่ง ซึ่งไม่เคยมีในประเพณีรัฐสภาไทย สวนทางกับคำเตือนของนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎรประธานรัฐสภาเตือนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ “อย่าหักด้ามพร้าด้วยเข่า” และเตือนเรื่องการปฏิบัติหน้าที่โดยทั่วไปต้องมี “วุฒิภาวะ” นั่นก็คือจะต้องมีสติสัมปชัญญะ มีความเป็นผู้ใหญ่ ไม่ใช่แบบเด็กเล่นขายของ มิฉะนั้นประชาธิปไตยไทยก็จะไม่รู้จักโต ล้มลุกคลุกคลาน กลายเป็นเฒ่าทารก เป็นได้แค่ประชาธิปไตยครึ่งใบ.