ระหว่างบรรยายเรื่องสำนวนในวรรณคดี ถึงสำนวนหนึ่งเป็นคำหยาบ...คำถามของเด็กนักเรียนคนหนึ่ง ที่ทำให้อาจารย์ ส.พลายน้อย ถึงกับอึ้งก็คือ ที่เรียกว่าคำหยาบนั้น มีอะไรเป็นเครื่องกำหนด(เกร็ดภาษาหนังสือไทย เล่ม 1 สำนักพิมพ์ พิมพ์คำ พิมพ์ครั้งที่ 7 พ.ศ.2553)แต่อภิมหาหนอนหนังสือ รุ่นอาจารย์ ส.พลายน้อย ไหนเลยจะพลาด...ท่านว่าเคยอ่านหนังสือโบราณ กำหนดถึงลักษณะของสิ่งที่จะนำมาใช้ด่า ที่ตั้งชื่อไว้ว่าอักโกสวัตถุ มีอยู่ 10 ประการ1.กำเนิดของคน 2.นาม ชื่อ 3.โคตร แซ่ 4.การงาน 5.ศิลปะ ฝีมือ และความรู้ 6.อาพาธ ความเจ็บไข้ 7.ลิงคะเพศ 8.กิเลส 9.อาบัติ 10.คำด่านอกจากนี้ในสิ่ง 10 ประการ ที่แยกแยะไว้ด่าหรือประชดกัน ส.พลายน้อย พยายามจะหาตัวอย่างคำอธิบาย แต่นึกไม่ออก เช่น ข้อ 8 ข้อ 9 คือ กิเลส อาบัติแต่ถ้าเป็นข้อ 1 คือ กำเนิดของคนนั้น พอยกตัวอย่างได้ เพราะกำเนิดของคนไม่เหมือนกัน บางคนเกิดในสกุลสูง บางคนเกิดในสกุลต่ำถ้าเป็นสมัยมีทาส ก็จะถูกเรียกว่า อ้ายลูกทาสคำด่าจำพวกนี้มีมาก เช่น ไพร่สถุล ลูกกบฏ ฯลฯส.พลายน้อยบอกว่า คำหยาบหรือคำด่าในภาษาไทยมีมากมาย เคยสำรวจดูเล่นๆก็เห็นประหลาด...คำบางคำไม่น่าจะหยาบหรือใช้เป็นคำด่าได้เลย แต่คนเราก็เอามาใช้ด่าว่ากันได้คำหยาบหรือคำด่า น่าจะแยกออกได้เป็นสองอย่าง1.ใช้ภาษาหรือถ้อยคำตรงๆคือ พูดไม่อ้อมค้อม ฟังแล้วรู้ได้ทันที คำจำพวกนี้มักหยาบถึงขนาดฟังไม่ได้ หรือเขียนเป็นตัวหนังสือไม่ได้2.เป็นคำเปรียบเทียบ พูดอ้อมๆให้เข้าใจเอาเองสิ่งที่ใช้เปรียบ บางทีก็เป็นลักษณะของโลหะ ลักษณะของเครื่องใช้ ลักษณะของสัตว์ส.พลายน้อยแนะนำให้เรียนรู้เรื่องคำด่าเอาไว้ แต่ถ้าจะ ใช้ในภาษาเขียน พึงเว้นคำหยาบทุกประเภท ถ้าจำเป็นต้องใช้ ก็ต้องหาคำที่มีความหมายเบาๆมาใช้แทนหนังสือโบราณที่อาจารย์ ส.พลายน้อย อ่าน ที่จริงเป็นคัมภีร์พุทธศาสนา อยู่ในเรื่องวินัยครับผมเปิดพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่านอาจารย์พระมหาประยุทธ์ ได้ความทำนองเดียวกันอักโกสวัตถุเรื่องสำหรับด่า มี 10 อย่าง 1.ชาติ ได้แก่ ชั้นหรือกำเนิดของคน 2.ชื่อ 3.โคตร คือตระกูลหรือแซ่ 4.การงาน 5.ศิลปะ 6.โรค 7.รูปพรรณสัณฐาน 8.กิเลส 9.อาบัติ 10.คำสบประมาทอย่างอื่นๆสมมติตัวอย่าง คำว่า “สวะ” ที่กำลังดังเป็นคดีรกสภาฯ...ก็น่าจะอยู่ในข้อที่ 7 รูปพรรณสัณฐานผมพยายามมโนตาม...รูปพรรณสวะ น่าเกลียดน่าชัง จนเป็นคำด่าได้ยังไงกันจำได้แต่สวะ...แบบหนึ่งในคำกลอน “เหมือนบายศรีมีงานท่านถนอม เจิมแป้งหอมกระแจะจันทน์เครื่องหรรษาพอเสร็จการท่านก็ลงในคงคา ต้องลอยมาลอยไปเป็นใบตอง”อย่างน้อย บายศรี ที่เป็นศรีสง่าในพิธี เมื่อกลายเป็นสวะใบตอง...ก็ย่อยสลายในน้ำได้ง่ายๆไม่เหมือนสวะพลาสติก ที่เจ้าเงือกน้อยมาเรียมกินตาย เป็นปัญหาใหญ่ให้บ้านเมืองตอนนี้ชื่อชั้นของสวะ จึงมีทั้งสวะน่ารัก สวะน่าชัง ถ้าเป็นคำด่าก็ไม่น่าจะเจ็บปวดนักหนา จนต้องไปฟ้องร้องกันเลย.กิเลน ประลองเชิง