มติยกเลิกการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเซต และ คลอร์ไพริฟอส ของคณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 62 เป็นต้นไป ถือเป็นข่าวดีส่งท้ายปีโดยเฉพาะจุดยืนของกระทรวงสาธารณสุข ที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข ยืนยันชัดเจนว่า ตัดสินใจบนพื้นฐานของการรักษา ปกป้อง เสริมสร้างสุขภาพประชาชน หากมีสิ่งอันตรายมีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในประเทศ เป็นหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุขที่จะต้องปกป้องรมว.สาธารณสุข บอกว่า สังคมและประชาชนส่วนใหญ่เห็นผลเสียของการใช้สารเคมีในทางเกษตรกรรมอย่างชัดเจน ผลเสียไม่ได้เกิดแค่กับเกษตรกรเท่านั้น ประชาชนผู้บริโภคเป็นผู้รับเคราะห์กรรมในปลายน้ำ การสะสมของสารพิษในร่างกายจะทำให้เสียสุขภาพ เสียเงินทองและอาจจะทำให้ถึงแก่ชีวิตด้วย สำหรับ พาราควอต เป็นสารเคมีกำจัดวัชพืช หรือยาฆ่าหญ้าที่เกษตรกรไทยนิยมใช้ในพืชไร่ เป็นยาเผาไหม้ออกฤทธิ์เร็ว ทำให้วัชพืชแห้งเหี่ยวและตายได้ภายใน 1-2 ชั่วโมง ใช้ในไร่อ้อย มันสำปะหลัง ยางพาราข้อมูลของสำนักงานสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ (EPA) ระบุว่า พาราควอตมีพิษสูง แค่การกินเพียงจิบเดียวก็ถึงแก่ชีวิตได้ โดยไม่มียาถอนพิษ...!!ข้อมูลจากสำนักข่าวบีบีซี ระบุว่า ปี 2009 องค์การอนามัยโลกจัดให้พาราควอตเป็นสารเคมีอันตรายปานกลาง แต่มีข้อสังเกตในรายงานว่า มีผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวหากถูกดูดซึมเข้าไปในร่างกาย และเป็นอันตรายแก่ชีวิตหากรับประทาน หรือสัมผัสกับผิวหนังในบริเวณกว้าง สอดคล้องกับคำให้สัมภาษณ์ของ นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผอ.ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่บอกว่า กลไกของพาราควอตเมื่อเข้าไปทำลายร่างกายแล้ว สามารถทำลายอวัยวะต่างๆได้หมด กลุ่มอาการของโรคที่สารเคมีสะสมเป็นโรคที่รักษาไม่ได้ทั้งสิ้น ตั้งแต่โรคไต โรคมะเร็ง โรคตับ และโรคทางสมองที่รักษาไม่ได้มีงานวิจัยทางการแพทย์ปรากฏในเว็บไซต์คลังสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข ว่า สถานการณ์ตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปี 2562 มีผู้เสียชีวิตจากสารกำจัดศัตรูพืช 2,193 ราย ล่าสุดพบมีผู้เสียชีวิตจากการใช้สารพาราควอต ที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เมื่อถังฉีดสารรั่วใส่ร่างกายทำให้เกษตรกรเสียชีวิตภายใน 15 วัน เนื่องจากพาราควอตถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ทำลายอวัยวะภายในจนหมด และเสียชีวิตในเวลาต่อมา สะท้อนว่าพาราควอตส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคโดยตรง ยังไม่นับรวมการสุ่มเก็บผักและผลไม้จากห้างสรรพสินค้าที่พบว่ามีสารพาราควอตเกินค่ามาตรฐาน 50% และพบสารพาราควอตตกค้างในร่างกาย โดยพบในขี้เทาทารก 54.7% และในซีรั่มของมารดา และทารกแรกคลอด 17-20%เพื่อเป็นการฟังเสียงของประชาชน ล่าสุด นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค บอกว่า กรมควบคุมโรค ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับโรคและภัยสุขภาพ ดีดีซีโพล (DDC Poll) เรื่อง “สารเคมีทางการเกษตรที่มีอันตรายสูง 3 ชนิด พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซตจากประชาชนกลุ่มตัวอย่าง 3,500 คน ในพื้นที่ 25 จังหวัดทั่วประเทศ ในช่วงระหว่างวันที่ 9-13 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา พบว่า ประชาชน 87.7% มีความรู้เรื่องสารเคมีใช้ทางการเกษตรที่มีอันตรายสูง 3 ชนิด อยู่ในเกณฑ์ดี 59.9% คิดว่าคนทั่วไปได้รับสารเคมีดังกล่าวจากการสัมผัสการทำเกษตรกรรม รองลงมา คือ การรับประทานอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อน และ 51.4% เชื่อว่าสารเคมีดังกล่าวทำให้เกิดอาการผิดปกติ เช่น โรคผิวหนัง แผลติดเชื้อ รองลงมา คือ คลื่นไส้ อาเจียน ถ่ายเหลวอธิบดีกรมควบคุมโรค บอกว่า ปัจจุบัน 58 ประเทศในโลกประกาศห้ามใช้สารพาราควอต ในเอเชียห้ามใช้พาราควอตแล้วใน 9 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา จีน คูเวต ลาว เกาหลีใต้ ศรีลังกา ซีเรีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และ เวียดนาม ส่วนประเทศที่จำกัดการใช้ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ส่วนจีนทยอยยกเลิกการใช้พาราควอตตั้งแต่ปี 2012 ด้วย เหตุผลเพื่อการปกป้องสุขภาพของประชาชน และยกเลิกการใช้และจำหน่ายสูตรน้ำ เมื่อปี 2016 ขณะที่ประเทศไทยติดอันดับต้นๆของโลกในการใช้สารเคมีเกษตร โดยในปี 2560 ไทยนำเข้าสารพาราควอต 44,501 ตัน มูลค่า 3,816 ล้านบาท เป็นมูลค่าสูงเป็นอันดับหนึ่งของวัตถุอันตรายที่นำเข้ามาในไทย ตามด้วยสารไกลโฟเซต ที่ไทยนำเข้า 59,852 ตัน คิดเป็นมูลค่า 3,283 ล้านบาททั้งนี้ มีข้อมูลที่น่าสนใจอันหนึ่งจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดหนองบัวลำภู ที่ร่วมกับสกว.และมหาวิทยาลัยนเรศวร ดำเนินการเพื่อหาการตกค้างของสารเคมีทางการเกษตรในพื้นที่อำเภอสุวรรณคูหา จ.หนองบัวลำภู พบว่า มีการใช้สารเคมีหลายชนิด ทั้งพาราควอต ไกลโฟเซต อาทราซีน และอามีทรีน ในการกำจัดวัชพืชในแปลงของไร่ยางพาราและไร่อ้อยของเกษตรกร โดยมีการนำเข้าสารเคมีดังกล่าวถึง 3 แสนลิตรต่อปี ซึ่งคาดว่าทั้งจังหวัดมีการใช้สารดังกล่าวมากกว่า 8 แสนลิตรต่อปี ทำให้มีโอกาสเกิดการตกค้างของสารเคมีในอ่างเก็บน้ำ และลำน้ำในพื้นที่ในระดับความเข้มข้นที่สูงจนก่อให้เกิดอันตราย รวมถึงมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคเนื้อเน่าของประชาชนในจังหวัดหนองบัวลำภูด้วย.