จากการศึกษาข้อมูลการปลูกข้าวนาปีในจังหวัดเพชรบูรณ์ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) พบว่า เกษตรกรที่ปลูกข้าวนาปีในพื้นที่เหมาะสมมากและปานกลาง (S1/S2) มีกำไรเฉลี่ยไร่ละ 828 บาทในขณะที่เกษตรกรปลูกข้าวนาปีในพื้นที่เหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสม (S3/N) มีกำไรแค่ไร่ละ 347 บาทนางพัชรารัตน์ ลิ้มศิริกุล ผอ.สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 12 จังหวัดนครสวรรค์ (สศท.12) แนะเกษตรกรที่ปลูกข้าวในพื้นที่ S3/N ของจังหวัดเพชรบูรณ์ให้หันมาปลูกพืชอย่างอื่นที่มีรายได้ดีกว่าปลูกข้าวพืชที่น่าสนใจ มะม่วงน้ำดอกไม้ มีต้นทุนการผลิตไร่ละ 14,934 บาท ให้ผลตอบแทนการผลิตในปีที่ 4-5 ได้ผลผลิตไร่ละ 1,123 กก. ขายได้ กก.ละ 47.96 บาท จะได้กำไรไร่ละ 38,922 บาทต่อปี ผลผลิตส่วนใหญ่ 60% จะขายให้แก่ผู้รวบรวมจากต่างจังหวัดเพื่อส่งออกไปต่างประเทศ ผลผลิตอีก 35% ขายให้แก่ผู้รวบรวมผลผลิตนำไปขายในต่างจังหวัด ส่วนที่เหลืออีก 5% ขายให้ผู้บริโภคภายในจังหวัด นอกจากจะขายให้กับตลาดผู้บริโภคทั่วไปแล้ว ยังสามารถนำมาแปรรูปทำข้าวเกรียบมะม่วง ซึ่งมีกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปผลผลิตจากมะม่วงในพื้นที่ส้มโอ มีต้นทุนการผลิตไร่ละ 12,580 บาท ให้ผลผลิตในปีที่ 4-5 ไร่ละ 1,487 กก. ขายได้ใน กก.ละ 25.65 บาท ได้กำไรไร่ละ 25,562 บาทต่อปี ผลผลิตในจังหวัดส่วนใหญ่ 90% ขายให้แก่พ่อค้าคนกลางรวบรวมไปขายในต่างจังหวัด ส่วนที่เหลืออีก 10% จะขายให้ผู้บริโภคภายในจังหวัดนอกจากนี้ ยังมีพืชตระกูลถั่วที่เป็นพืชทางเลือก ปลูกทดแทนในช่วงฤดูนาปรังเพื่อเพิ่มรายได้ และลดการใช้น้ำในช่วงที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำในการเพาะปลูก ถั่วเขียว มีต้นทุนการผลิตไร่ละ 2,408 บาท ให้ผลผลิตในเดือนที่ 2-3 ได้ผลผลิตไร่ละ 137 กก.ต่อรอบการผลิต ขายได้ กก.ละ 21.70 บาท จะได้กำไรไร่ละ 565 บาทต่อรอบการผลิตผลผลิต 75% ขายให้แก่ผู้รวบรวมผลผลิตนำไปแปรรูปเป็นถั่วเขียว ถั่วผ่าซีกสําหรับทำแป้ง ไส้ขนม และเต้าส่วน ผลิตวุ้นเส้น ถั่วงอก รวมไปถึงบรรจุถุงจำหน่ายเพื่อการบริโภคและเป็นเมล็ดพันธุ์ ผลผลิตอีก 20% ขายให้แก่ผู้รวบรวมเพื่อส่งออกไปกัมพูชา จีน ส่วนที่เหลือ 5% ขายให้ผู้บริโภคภายในจังหวัด.สะ-เล-เต