พปชร.จัด ‘6ตัวจี๊ด’ ลุยกมธ. เรืองไกรย้อนเกล็ดปารีณา จี้ปปช.สอบภบท.5 - 1,706ไร่ส.ส.ปชป.โต้แหลก “ส.ว.วันชัย” เหน็บตั้งสติดีๆ อย่ามองแค่ตัวเองได้ประโยชน์ ฉะเป็นเนติบริกรซะจนเคยชิน “เทพไท” จัดหนัก “สิระ” ขอยุติตอบโต้ยึดคติ “ไม่เล่นกับหมา หมาเลียปาก” พปชร. วางตัวจี๊ดคอยป่วน กมธ.ศึกษาแก้ รธน. ดึงกฤษฎีกา-อัยการ-กกต.-ศาล รธน.-ส.ว.ร่วมวง “สุชาติ” ยังแบ่งรับแบ่งสู้ หนุนคนนอกเป็น ปธ.เหมาะสุด “เทือก” ขวางยังไม่เห็นข้อบกพร่อง รธน. “ธนาธร” ซัดคนจ้องทำลายยุบ อนค. จะได้ซื้อตัวง่ายขึ้น นิด้าโพลชี้คนหนุนฝ่ายค้านซักฟอกรัฐบาลรายบุคคล บริหารงานเหลว-ไม่โปร่งใส-วางตัว รมต.ไม่เหมาะกับงาน “เรืองไกร” ย้อนเกล็ด “ปารีณา” จ่อร้อง ป.ป.ช.สอบครอบครองที่ ภบท.5 เหมือนกันการตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญบานปลายกลายเป็นปมวิวาทะของหลายฝ่าย ล่าสุดนายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ประกาศยุติการตอบโต้กับนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ โดยยึดคติ “ไม่เล่นกับหมา หมาเลียปาก”ปชป.เหน็บ “ส.ว.วันชัย” ตั้งสติดีๆเมื่อวันที่ 10 พ.ย. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายชัยชนะ เดชเดโช ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายวันชัย สอนศิริ ส.ว. กล่าวโจมตีพวกที่อยากแก้รัฐธรรมนูญเป็นพวกดัดจริต อยากแก้มือเพราะแพ้การเลือกตั้ง ว่า เข้าใจว่านายวันชัยคงมีความเข้าใจในรัฐธรรมนูญในส่วนที่ตัวเองได้ประโยชน์เท่านั้น ถ้าจะตั้งสติและพิจารณาเนื้อหาในมาตราอื่น จะพบว่ามีข้อบกพร่องอยู่มาก โดยเฉพาะประเด็นการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนที่มีความด้อยกว่ารัฐธรรมนูญปี 40 และรัฐธรรมนูญปี 50 พรรคประชาธิปัตย์ยืนยันมาตั้งแต่ช่วงการทำประชามติปี 2559 ว่าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ร่างโดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และท่าทีบุคคลสำคัญของพรรคคือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรค นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร รวมทั้ง ส.ส.ของพรรคก็ชัดเจนมาตลอดว่าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จึงเป็นที่มาของเงื่อนไขในการร่วมรัฐบาล ว่าต้องมีการปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีสิทธิเสรีภาพ และความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นฉะเป็นเนติบริกรซะจนเคยชิน“ผมเข้าใจนายวันชัย เพราะที่ผ่านมานายวันชัยเป็นเนติบริกร ทำงานเพื่อให้ตัวเองเข้าสู่ตำแหน่งมาตลอด เลยไม่ทราบถึงปัญหาที่แท้จริงที่เกิดขึ้นว่าเป็นอย่างไร มีผลกระทบอะไรต่อประชาชนบ้าง ความจริงนายวันชัยเป็นถึงนักกฎหมายที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ น่าจะศึกษาและเข้าใจได้ว่ารัฐธรรมนูญปี 60 มีปัญหาอย่างไร ที่ผ่านมาหลายเรื่องก็ปรากฏชัดเจนอยู่แล้วว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำให้เกิดปัญหาและต้องตีความ แต่ผมไม่เข้าใจว่านายวันชัยไม่รู้จริงๆ หรือ กลัวอะไรมากกว่า ทั้งนี้ การศึกษาเพื่อนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น อยากให้ยึดถือสิ่งที่นายชวน หลีกภัย ให้ข้อแนะนำว่าอย่าเพิ่งไปหักด้ามพร้าด้วยเข่า หรือตั้งเป้าว่าล้มให้หมดพังให้หมด โดยที่ไม่สร้างอะไรขึ้นมาใหม่ เพราะจะไม่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง และถ้าสิ่งใดที่คิดว่าดีกว่าเนื้อหาในรัฐธรรมนูญก็ขอให้เสนอมา เพราะความตั้งใจของพรรคในการแก้ไขคือ ต้องทำให้ประชาชนเป็นใหญ่ ประชาธิปไตยสุจริตให้ได้ ยืนยันว่าพรรคจะไม่แตะต้องเนื้อหาที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่าห้ามแก้ไขโดยเด็ดขาด” นายชัยชนะกล่าว “เทพไท” จัดหนัก “ไม่เล่นกับหมา”ด้านนายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ตอบโต้นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ ที่กล่าวพาดพิงว่าเป็น ส.ส.หลายสมัยแต่ไม่มีผลงาน ว่า เป็น ส.ส.หลายสมัยจริง แต่ทำงานด้านนิติบัญญัติไม่เคยบกพร่อง ตรวจสอบการทำงานรัฐบาลเข้มข้น ร่วมออกกฎหมายจำนวนมาก สามารถตรวจสอบผลงานได้จากบันทึกการประชุม แสดงว่านายสิระเป็นคนไม่สนใจงานการเมือง หรือไม่รู้เรื่องการเมืองจริง ส่วนผลงานในพื้นที่ก็เป็น ส.ส.ที่ไม่เคยสอบตก แต่นายสิระสมัครเลือกตั้งมาหลายครั้ง สอบตกทุกครั้ง เพิ่งโชคดีอาศัยบารมีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จนได้เป็น ส.ส.ครั้งแรก การอ้างว่าทำงาน 5 เดือน มีผลงานมากมาย อยากถามว่าผลงานด้านไหน ถ้าจะเอาผลงานด้านโชว์ความกร่างก็น่าจะเป็นแชมป์ จากสื่อโซเชียลที่โด่งดัง โดยเฉพาะกรณีกร่างใส่ตำรวจที่ภูเก็ต หากเปรียบเป็นนักมวยก็แค่รุ่นฟลายเวท จะข้ามรุ่นเทียบชั้นกับเฮฟวีเวทได้อย่างไร จะไม่ขอตอบโต้กับนายสิระอีก ไม่อยากให้คนอยากดังสร้างกระแส มีหลายคนเตือนและตนถือคติว่า “ถ้าเล่นกับหมา หมาจะเลียปาก” จึงไม่ยอมเล่นกับหมาอีกต่อไปพปชร.วางตัวจี๊ดคอยป่วน กมธ.ผู้สื่อข่าวจากพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาบุคคลเป็น กมธ.ศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยังคงวางตัวนายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธาน กมธ. ส่วน กมธ. ประกอบด้วย นายสุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายวิเชียร ชวลิต ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่มีความเชี่ยวชาญกฎหมายทันเกม นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกพรรค นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วย รมต.ประจำนายกรัฐมนตรี และนายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกพรรค โดยนายสิระ นายธนกร และนายสุภรณ์ ยังถูกวางตัวให้เป็นโฆษก กมธ.ด้วย ขณะที่ในโควตาสัดส่วน ครม. จำนวน 6 คน อาจมีตัวแทนจากคณะกรรมการกฤษฎีกา อัยการ กกต. ศาลรัฐธรรมนูญ และ ส.ว.“สุชาติ” ยันไม่เคยตอบรับ-ปฏิเสธนายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ยืนยันว่ายังไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ หลังมีชื่อนั่งเป็นประธาน กมธ.ชุดดังกล่าว และยืนยันอีกครั้งว่าไม่ได้สนใจจะเข้ามาเป็นประธาน กมธ.ชุดนี้ ไม่ใช่เพราะกลัวถูกลดศักดิ์ศรีอย่างที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ แต่ด้วยภาระหน้าที่ในฐานะรองประธานสภาฯค่อนข้างมาก และยังมีภารกิจสำคัญที่ได้รับมอบหมายจากประธานสภาฯ ที่ให้ตนกำกับดูแลในเรื่องระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอที) ในโครงการก่อสร้างรัฐสภาใหม่ ที่ต้องเร่งรัดดำเนินการอยู่ขณะนี้หนุนคนนอกเป็น ปธ.เหมาะสมสุดนายสุชาติกล่าวว่า ยอมรับว่าก่อนหน้านี้มีการทาบทามจากพรรคพลังประชารัฐ แต่ได้แจ้งกลับไปถึงภาระหน้าที่ที่ค่อนข้างหนักอยู่แล้วขณะนี้ หากไปทำหน้าที่ประธาน กมธ. ที่เป็นเรื่องสำคัญและมีรายละเอียดมาก อาจทำได้ไม่เต็มที่ เห็นว่ายังมีบุคคลอื่นที่เหมาะสมอีกมาก ส่วนกระแสข่าวว่าพรรคพลังประชารัฐเตรียมเสนอบุคคลชื่อย่อ “ส.” เข้ามาเป็นประธาน กมธ.นั้น คงไม่ได้หมายถึงตน เพราะชื่อตนเป็นที่เปิดเผยอยู่แล้ว และผู้ที่จะเข้ามาเป็นประธาน กมธ.ชุดนี้ควรเป็นคนนอก เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหามีผลประโยชน์ทับซ้อน หรือใบสั่งทางการเมือง ดังนั้นรายชื่อที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอขึ้นมาอย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ ถือว่าเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ และเป็นที่ยอมรับ หรือนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็มีความเหมาะสมเช่นกัน “นิกร” ตัวแทนหนึ่งเดียว ชทพ.นายนิกร จำนง ผอ.พรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า ตัวแทนพรรคที่จะร่วมเป็น กมธ. คือตนเพียงคนเดียว ในฐานะเป็นผู้ยื่นญัตตินี้ ส่วนพรรคจะมีประเด็นไหนเสนอให้บ้างนั้น คงไปตั้งธงไม่ได้ ต้องมาจับเข่าคุยกันก่อน สำหรับตำแหน่งประธาน กมธ. ยังไม่รู้พรรคไหนเสนอใคร จึงเร็วเกินไปที่จะพูดตอนนี้ ความจริงควรให้มีการส่งชื่อเข้าสภาฯ แล้ว กมธ. ไปเลือกกันเอง ไม่ใช่ตั้งจากข้างนอกเข้าไป และวันที่ 13 พ.ย. วิปรัฐบาลจะพิจารณาญัตติการเสนอตั้ง กมธ.ศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่คาดว่าสัปดาห์นี้คงไม่ทัน เพราะมีเรื่องค้างพิจารณาจำนวนมากพท.ไม่ขัดข้องหนุน “อภิสิทธิ์”เมื่อวันที่ 10 พ.ย. ที่พรรคเพื่อไทย นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ประธานกรรมการพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวว่า การประชุมวิปฝ่ายค้านวันที่ 12 พ.ย. จะพิจารณาการเลื่อนญัตติด่วนขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ขึ้นมาพิจารณาก่อนญัตติการขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษา ผลกระทบจากการกระทำ ประกาศและคำสั่งของ คสช. และการใช้อำนาจของหัวหน้า คสช. ตามมาตรา 44 หรือไม่ แต่ส่วนตัวเห็นว่าไม่จำเป็นต้องเลื่อน เพราะญัตติด่วนทั้ง 2 เรื่องอยู่ติดกันอยู่แล้ว จะเลื่อนขึ้นมาหรือไม่ก็ไม่มีผลต่างกันเท่าใด นอกจากนี้ ในวันดังกล่าววิปฝ่ายค้านจะพิจารณาหลักการว่าประธาน กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาหลักเกณฑ์แก้ไขรัฐธรรมนูญ ควรเป็นของฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน หรือคนนอก ในส่วนของพรรคเพื่อไทยไม่มีปัญหา ไม่ว่าโควตาประธาน กมธ.จะมาจากฝ่ายใด หรือหากจะเป็นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์จริง ก็ไม่ขัดข้อง“นพดล” ถามหาความจริงใจ รบ.นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เชื่อว่าประเทศไทยสะสมประสบการณ์การร่างรัฐธรรมนูญมากที่สุดประเทศหนึ่งของโลก เชื่อว่าไม่ขาดแคลนองค์ความรู้การทำให้กติกาดีขึ้น แต่ที่ยากคือยังไม่ตระหนักว่ากติกาที่เป็นธรรมจะนำความรุ่งเรืองมาสู่ประเทศไทยได้อย่างไร การแก้รัฐธรรมนูญมีความท้าทาย 3 เรื่อง คือ 1.ทำอย่างไรจะเสียสละความได้เปรียบทางการเมืองของตน เพื่อทำให้ประเทศมีกติกาเอื้อให้เกิดการเมืองสุจริต การเข้าสู่อำนาจบริหารและนิติบัญญัติ ยึดโยงกับประชาชน 2.ทำอย่างไรจะมีกระบวนการรับฟังความต้องการของประชาชนว่าต้องการแก้ไขเรื่องใดบ้าง 3.ทำอย่างไรจะไม่ใส่ร้ายกันเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ เราใช้เหตุผลแลกเปลี่ยนความเห็น ใช้ปัญญาและลดการกล่าวหากันได้ จึงเห็นว่าความจริงใจและความพร้อมที่จะร่วมทำกติกาให้เป็นธรรม และบรรลุเป้าประสงค์ สำคัญกว่าตัวผู้จะมานั่งเป็นประธาน กมธ.ฯ ประชาชนคงติดตามท่าทีแต่ละพรรคว่าการแก้รัฐธรรมนูญที่บรรจุไว้ในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลเป็นเพียงวาทกรรม หรือวาระที่จะทำ และจะเปลี่ยนวาระในกระดาษ เป็นวาระแห่งชาติหรือไม่“ธนาธร” กลัวไม่มีเวลาเต็มที่เมื่อเวลา 11.00 น. ที่ศูนย์ประสานงานพรรคอนาคตใหม่ฝั่งธนบุรี นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้า พรรคอนาคตใหม่ ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดแคมเปญกิจกรรม “อยู่ไม่เป็น” ในวันที่ 16 พ.ย.ว่า ขอเชิญชวนผู้ที่สนับสนุนพรรคอนาคตใหม่ไปร่วมงาน เมื่อถามว่า กิจกรรมดังกล่าวมีนัยต่อคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินในวันที่ 20 พ.ย. หรือไม่ นายธนาธรตอบว่า เป็นกิจกรรมของพรรคที่เราจัดประจำ ต้องเรียนตรงๆว่าพรรคอนาคตใหม่ไม่มีอำนาจปืน ไม่มีอำนาจรถถัง ไม่มีอำนาจยุติธรรม ไม่มีอำนาจตำรวจ เราไม่มี อำนาจเงินทุน ดังนั้น เรื่องของกระบวนการตัดสินในศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไร เราคงไม่อาจไปก้าวก่ายได้ เราไม่มีอำนาจไปทำอย่างนั้น เมื่อถามว่า สนใจเป็น กมธ.ศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายธนาธรตอบว่า ภายในพรรคกำลังศึกษากันอยู่ พรรควางตัวนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค เป็นตัวหลักอยู่ใน กมธ.ชุดนี้แน่นอน สำหรับตนยังมีภารกิจในคณะกรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2562 คงมีเวลาออกไปทำเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญน้อยลง เพราะเวลาส่วนใหญ่จะอยู่ใน กมธ.งบประมาณฯมั่นใจ อนค.ไม่มีคดีเข้าข่ายถูกยุบเมื่อถามว่า หลังวันที่ 20 พ.ย. ไม่ว่าผลการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเป็นอย่างไร ยังคงทำงานการเมืองในสภาฯต่อไปใช่หรือไม่ นายธนาธรตอบว่า “แน่นอน เพราะพรรคอนาคตใหม่ตั้งขึ้นมาเพื่อ สร้างสรรค์เปลี่ยนแปลง การได้เป็น ส.ส.หรือไม่ได้เป็น ส.ส. ไม่ได้หยุดยั้งให้พวกเราไม่ก้าวเดินไปข้างหน้า เรายังก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและแน่วแน่ เพื่อสร้างความฝันของเราให้เป็นจริง” เมื่อถามย้ำว่า หากผลคดีวันที่ 20 พ.ย. ทำให้ไม่ได้เป็น ส.ส. จะทำให้สถานะของพรรคมีผลกระทบอย่างไรบ้าง นายธนาธรตอบว่า ไม่มี ทุกคนตีความกันไปต่างๆนานาว่าจะยุบพรรค แต่เคยศึกษาบ้างหรือไม่ว่าพรรคอนาคตใหม่โดนคดี โดนข้อร้องเรียนอะไรบ้างที่จะนำไปสู่การยุบพรรคได้ เรื่องการถือหุ้นสื่อไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการยุบพรรค แค่นายธนาธรมีคุณสมบัติเป็น ส.ส.หรือไม่ แล้วคดีที่มีอยู่ทั้งหมดจะนำไปสู่การยุบพรรคได้ก็ยากมาก เพราะการยุบพรรคจะเขียน ไว้ชัดเจนว่าต้องมีกรณีใดบ้าง ซัดคนจ้องทำลายเพื่อซื้อง่ายขึ้นนายธนาธรกล่าวอีกว่า เราเชื่อมั่นว่าคนที่พูดเรื่องยุบพรรค สื่อมวลชน หรือคนไม่หวังดี พูดเพราะมีเป้าประสงค์ทางการเมือง ทำให้คนไม่กล้ามาร่วมงานกับพรรคอนาคตใหม่ เพื่อให้ ส.ส.ของพรรคหวั่นไหวลังเลจะได้มีการซื้อกันได้ง่ายมากขึ้น ดังนั้นต้องบอกว่าคนที่พูดถึงเรื่องยุบพรรคทั้งหมดต้องกลับไปดูจริงๆ ว่าตกลงที่เราโดนทั้งหมดมีกรณีใดที่นำไปสู่ยุบพรรคได้บ้าง พรรคอนาคตใหม่ยืนยันในความบริสุทธิ์ของพวกเรา ไม่ได้ตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาเพื่อประโยชน์ของตัวเอง แต่เราตั้งขึ้นมาเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง สร้างความเท่าเทียมเสมอภาค และสร้างสังคมที่ทุกคนมีเสรีภาพ สร้างสังคมที่เป็นประชาธิปไตย ดอกผลของการพัฒนาแจกจ่ายและกระจายให้ถึงคนทุกคนเท่ากัน นั่นคือสังคมที่เราฝัน“เทือก” ยังไม่เห็นข้อบกพร่อง รธน.นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำพรรครวมพลังประชาชาติไทย กล่าวว่า จุดยืนของตนยังชัดเจนคือสนับสนุนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เพราะเป็นผู้รณรงค์ให้ประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญ ยังมองไม่เห็นความบกพร่องของรัฐธรรมนูญ แต่เห็นถึงความบกพร่องของคนมากกว่า ยังคงศรัทธาในหลักการรัฐธรรมนูญที่เป็นคุณประโยชน์ต่อประเทศ ส่วนที่หลายฝ่ายมองว่าประเด็นที่มาและอำนาจหน้าที่ของ ส.ว. เป็นอุปสรรคต่อประชาธิปไตยนั้น อย่ามองเพียงแค่ ส.ว.ชุดปัจจุบัน เพราะเป็นข้อยกเว้นช่วง 5 ปีแรก หากจะมีการแก้ไขในบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับราชอาณาจักรไทย หรือประเด็นที่เสนอให้เป็นรัฐนั้น แบบนั้นตนไม่เอาด้วยไม่ตอบ “มาร์ค” เหมาะสมหรือไม่เมื่อถามว่า พรรคประชาธิปัตย์มีมติเสนอชื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคฯ เป็นประธาน กมธ.ชุดนี้ นายสุเทพตอบว่า ไม่ขอแสดงความเห็น ส่วนตัวไม่ได้ขัดข้องหากใครจะมาเป็นประธาน แต่สนใจเนื้อหาสาระที่จะแก้ไขมากกว่า คุณสมบัติผู้ที่จะมาเป็นประธาน ต้องเป็นกลาง ไม่สนับสนุนหรือคัดค้านรัฐธรรมนูญมาตั้งแต่ต้น เช่นตนก็ถือว่าไม่เหมาะสม เพราะสนับสนุนรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาสุดลิ่มทิ่มประตู ส่วนนายอภิสิทธิ์ที่คัดค้านรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาตั้งแต่ต้นนั้น ตนไม่ได้พูดถึงนายอภิสิทธิ์ ขอสื่อมวลชนอย่าพยายามเอาไปชนกับนายอภิสิทธิ์ ส่วนกรณีมีชื่อนายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธาน กรธ. และนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธาน กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ มาเป็น กมธ.ในสัดส่วนคนนอกด้วยนั้น อย่าหวั่นไหวกับข่าว ยังมั่นใจว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะไม่ใช่ชนวนความขัดแย้งครั้งใหม่ เพราะเชื่อว่าประชาชนอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงของประเทศที่ดีขึ้น หลายคนคงไม่เสียเวลากลับไปสู่วังวนความขัดแย้งอีกโพลหนุนถึงเวลาซักฟอกรัฐบาลวันเดียวกัน นิด้าโพลเปิดผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนจำนวน 1,271 คน “ถึงเวลาอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลแล้วหรือยัง” พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 51.61 เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการที่ฝ่ายค้านจะขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในช่วงเดือน ธ.ค.นี้ เพราะการบริหารที่ผ่านมายังไม่ดีขึ้น ควรได้รับการตรวจสอบการทำงานจะได้รับรู้ถึงปัญหาต่างๆที่รัฐบาลได้ทำ และร้อยละ 20.22 ค่อนข้างเห็นด้วย เพราะการแก้ไขปัญหาต่างๆของรัฐบาล ยังไม่สามารถทำได้ดี ขณะที่บางส่วนระบุว่าเป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านที่จะทำการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอยู่แล้ว มีเพียงร้อยละ 9.44 ระบุไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะรัฐบาลเพิ่งเริ่มทำงาน เมื่อถามถึงการขอเปิดอภิปรายรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ร้อยละ 49.41 ระบุเห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะรัฐมนตรีบางคนเข้ามาทำงานไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง ไม่โปร่งใส สมควรที่ฝ่ายค้านจะอภิปรายไม่ไว้วางใจ และอยากให้ปรับเปลี่ยนรัฐมนตรี และร้อยละ 25.26 ระบุค่อนข้างเห็นด้วย เพราะการบริหารงานยังไม่มีผลงาน มีเพียงร้อยละ 8.81 ที่ไม่ค่อยเห็นด้วย ส่วนผลลัพธ์หากมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ร้อยละ 36.59 เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์สามารถอยู่บริหารประเทศต่อไปได้ ร้อยละ 23.45 รัฐบาลจะชนะโหวต มีร้อยละ 20.69 ที่เห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ต้องลาออกหรือยุบสภาฯ เลือกตั้งใหม่“เรืองไกร” ย้อนเกล็ด “ปารีณา”อีกเรื่องนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีต ส.ว. กล่าวว่า วันที่ 11 พ.ย. จะยื่นเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบการครอบครองพื้นที่ ภบท.5 ของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ตามที่ น.ส.ปารีณายื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. ว่ามีที่ดิน ภบท.5 อยู่ในครอบครอง 58 รายการ รวมเนื้อที่ 1,706 ไร่ อยู่ที่ ม.6 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี โดยไม่ได้ระบุวันที่ได้มา จึงขอให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบที่ดิน ภบท.5 ของ น.ส.ปารีณา เพราะก่อนหน้านี้ น.ส.ปารีณานำชาวราชบุรีขอคืนที่ดิน ภบท.5 ประมาณ 500 ไร่ คืนจากนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดาของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ โดยพบว่าที่ดินของนางสมพรน่าจะอยู่ในเขตบ้านหนองน้ำใส ต.รางบัว อ.จอมบึง เช่นกัน เพราะหากที่ดิน ภบท.5 ในบริเวณ ต.รางบัว อ.จอมบึง มีปัญหาเรื่องการครอบครอง อาจมีผลกระทบไปถึงบุคคลอื่น ในทำนองเดียวกันด้วย “เทพ” ฟุ้งลั่นเชื่อมือ “หม่อมเต่า”ขณะที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย กล่าวถึงทิศทางการประกันสังคมของประเทศไทยว่า เชื่อว่าหากมีประกันสังคมที่มีคุณภาพ จะช่วยลดภาระภาครัฐได้มหาศาล แต่กังวลว่าหากไม่วางรากฐานให้ดี ประเทศไทยจะมีปัญหาใน 20-30 ปีข้างหน้า ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ภูมิใจที่วันนี้ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล หัวหน้าพรรค ได้เป็น รมว.แรงงาน มั่นใจว่าในอนาคตกองทุนประกันสังคมจะมั่นคงมีเสถียรภาพ และเติบโตเป็นหลักประกันที่ดีของประเทศและประชาชนได้ ต้องการเห็นคนใช้บริการประกันสังคมเดินเข้าโรงพยาบาลแล้วได้รับการต้อนรับที่ดี มั่นใจในการเข้าไปใช้บริการ เมื่อรักษาเสร็จโรงพยาบาลต้องได้เงินทันที ภายใน 15-30 วัน เพื่อแก้ปัญหาหนี้สินจี้กองทุนฯต้องรีบเคลียร์เงิน รพ.ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล รมว.แรงงาน หัวหน้าพรรค รปช. กล่าวว่า ที่ผ่านมาโรงพยาบาลได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลจากกองทุนประกันสังคมล่าช้า อาจเป็นเพราะเรื่องของกฎระเบียบที่มีมากหลายขั้นตอน มีส่วนทำให้การจ่ายเงินล่าช้า จึงเสนอในที่ประชุม ครม.ให้แก้ไขปัญหาเรื่องนี้ไปมากแล้ว รวมถึงเสนอให้กองทุนประกันสังคมต้องจ่ายเงินให้กับโรงพยาบาลที่ร่วมโครงการผู้ประกันตนทันทีทุกสิ้นเดือน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาหนี้สินทนาย “พิชัย” ยื่นระงับคดีขัด คสช.วันเดียวกัน นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ ทนายความ นายพิชัย นริพทะพันธ์ อดีต รมว.พลังงาน กล่าวว่า ได้เข้าพบ ร.ต.อ.ชวะฤทธิ์ จันทร์เกิ้น พนักงานสอบสวน สน.ดุสิต เพื่อหารือชี้แจงข้อกฎหมายเกี่ยวกับข้อกล่าวหานายพิชัย เนื่องจาก คสช.ได้มีคำสั่งที่ 22/2561 (ปลดล็อกทางการเมือง) ให้ประชาชนและการเมืองดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้ เป็นการยกเลิกคำสั่ง คสช.ที่ 39/2557 ตามข้อกล่าวหาในคดีนี้แล้ว จึงเป็นกรณีที่บทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง ให้การกระทำตามข้อกล่าวหาไม่เป็นความผิดอีกต่อไป ขอให้ยุติการดำเนินคดี ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนรับทราบ และจะสรุปสำนวนเพื่อมีคำสั่งทางคดีต่อไปนายพิชัยกล่าวว่า การปิดกั้นความเห็นและพยายามใช้คดีความปิดปากผู้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลด้วยข้อมูลความจริง โดยเรื่องเศรษฐกิจ ต้องหมดไปและต้องไม่เกิดขึ้นอีก สภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่มากในปัจจุบัน แต่นายกฯและนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กลับพยายามบอกประชาชนว่าเศรษฐกิจยังดี จึงสวนทางกับความเป็นจริง ดูเหมือนรัฐบาลจะหลงทางและไม่ยอมรับความจริง ช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจโลกดีแต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์และนายสมคิดกลับไม่สามารถบริหารเศรษฐกิจให้ดีได้ พอเศรษฐกิจแย่หนักก็คิดได้แค่แจกเงินเพื่อปิดปากคนยากจน ขนาดไอเอ็มเอฟยังเตือนเรื่องการแจกเงินสะเปะสะปะ หลายปัจจัยน่าจะมาจากวิสัยทัศน์ของผู้นำอวย “ชิมช้อปใช้” คนไทยปลื้มซูเปอร์โพลเปิดผลสำรวจความคิดเห็นเรื่อง “ชิมช้อปใช้ ใครว่าได้ประโยชน์” จากประชาชนทั่วประเทศ แบ่งเป็นกลุ่ม “เสียงประชาชนในโลกโซเชียล” 1,179 คน และ “เสียงประชาชนในสังคม ดั้งเดิม” 1,080 คน พบว่าเสียงประชาชนในสังคมดั้งเดิมร้อยละ 60.4 ได้เข้าใช้ประโยชน์จากมาตรการชิมช้อปใช้ ร้อยละ 39.6 ไม่ได้เข้าใช้ประโยชน์ แบ่งเป็นกลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาลร้อยละ 69.6 กลุ่มพลังเงียบร้อยละ 62.7 และกลุ่มไม่สนับสนุนรัฐบาลร้อยละ 52.0 ได้ใช้ประโยชน์จากมาตรการนี้ เมื่อวิเคราะห์เสียงในโลกโซเชียล ผ่านระบบ Net Super Poll กลุ่มคนที่เข้าถึงมาตรการนี้ 21,898,746 คน เป็นเสียงตอบรับในทางบวกร้อยละ 67.8 และเสียงตอบรับในทางลบร้อยละ 32.2