ประวัติศาสตร์มนุษยชาติตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ต่างเต็มไปด้วยการศึกสงคราม จึงไม่แปลกที่หลายต่อหลายครั้ง เรื่องราวได้ถูกหยิบยกมาบอกเล่าผ่านหนังสือ ภาพยนตร์ สารคดีรวมไปถึงวิดีโอ เกม ที่สร้างอ้างอิงเหตุการณ์ในอดีต ทั้งในรูปแบบเกมวางแผนการรบ เกมจำลองสถานการณ์ หรือประเภทที่ได้รับความนิยมสูงอันดับต้น คือเกมเดินยิงในมุมมองบุคคลที่ 1 ที่ผู้เล่นจะได้สวมบทบาททหารในสนามรบ บุกตะลุยทำภารกิจในยุคสมัยต่างๆย้อนกลับไปเมื่อสองทศวรรษก่อน เกมเดินยิงจะมุ่งเน้นความมันสะใจเข้าว่า คือจะเน้นการสาดกระสุนกันเป็นแม็กเพื่อที่จะสังหารศัตรูในเกม หรือพูดง่ายๆคือมีลักษณะความเป็นเกมสูง ไม่เน้นเสมือนจริงเท่าใดนัก กระนั้นในปี 2546 วงการเกมได้ตกตะลึงปากค้าง หลังค่ายผู้ผลิตอินฟินิตี้ วอร์ด ของสหรัฐฯ ได้เปิดตัว “คอล ออฟ ดิวตี้” (Call of Duty) นำออกวางจำหน่าย โดยหยิบยกเรื่องราวสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 มาบอกเล่าผ่านมุมมองของทหารฝ่ายสัมพันธมิตร 3 ชาติ คืออเมริกา อังกฤษ และรัสเซียสิ่งที่ผู้เล่นต่างยกให้เป็นการปฏิวัติวงการ เนื่องมาจากความสมจริงของสถานการณ์รบที่เกิดขึ้นในเกม ซึ่งต่างกับเกมยุคเก่า ไม่ว่าจะเป็นระบบที่ให้ผู้เล่นเล็งผ่านศูนย์ยิงของปืนเพื่อความแม่นยำ สเกลการรบขนาดใหญ่ ทหารของฝ่ายผู้เล่นและฝ่ายข้าศึกที่มีจำนวนล้นหลาม ศพที่ถูกยิงล้มกองเกลื่อนกลาด หรือการยิงศัตรูในตำแหน่งสำคัญเช่นหน้าอกและหัว จะสามารถปลิดชีพข้าศึกได้ในนัดเดียว ไม่ต้องเปลืองกระสุนที่มีอย่างจำกัด นอกจากนี้ ปัญญาประดิษฐ์เอไอของข้าศึก ยังทำให้รู้สึกเหมือนสู้กับคน เพราะศัตรูมีการย่อตัว หมอบคลาน พุ่งตัวหลบ โผล่มายิงจากที่กำบัง หรือกระทั่งหยิบระเบิดมือที่เราขว้างไป โยนคืนใส่ผู้เล่นจึงเป็นที่มาของภาค 2 และภาค 3 ต่อมาในปี 2548-2549 แต่งานนี้ผู้ผลิตเหมือนจะรับรู้กระแสตลาดได้ดีว่า เนื้อหาสงครามโลกชักเริ่มเฉา ทำให้ปี 2550 มีการปล่อยภาคใหม่เนื้อเรื่องใหม่ที่ไฉไลกว่าเดิม ภายใต้ชื่อว่า คอล ออฟ ดิวตี้ 4 โมเดิร์น วอร์แฟร์ (COD4 : Modern Warfare)โดยมีเนื้อหาที่หยิบยกสถานการณ์ความขัดแย้งในโลกยุคปัจจุบันมาดัดแปลงบอกเล่าผ่านมุมมองของหน่วยรบพิเศษ SAS อังกฤษ สลับกับหน่วยนาวิกโยธินสหรัฐฯ ที่ต้องเข้ายับยั้งกองกำลังติดอาวุธในตะวันออกกลาง และกลุ่มคลั่งชาติในรัสเซีย เพื่อไม่ให้โลกเข้าสู่สงครามนิวเคลียร์ ขณะที่โมเดิร์น วอร์แฟร์ ภาค 2 และภาค 3 ที่คลอดตามมาติดๆ (2552-2554) ก็มีเนื้อหาต่อเนื่องกัน และเน้นไปทางปฏิบัติการลับ ที่ทำให้ผู้เล่นเกิดคำถามเรื่องคุณธรรมและความถูกต้อง พร้อมมีฉากการรบขนานใหญ่ในสถานที่สำคัญของโลก อย่างหอไอเฟลฝรั่งเศส รัฐสภาและทำเนียบขาวสหรัฐฯด้วยระบบกราฟิกที่สวยขึ้น ระบบการเล่นที่มีความเป็นแอ็กชัน พ่วงกับเนื้อเรื่องระดับบทภาพยนตร์ฮอลลีวูด จึงทำให้คอล ออฟ ดิวตี้ ตีตลาดถล่มทลาย กวาดรายได้ไปมากกว่า 60,000 ล้านบาททั่วโลก ซึ่งในขณะเดียวกัน ยังมีการปล่อยแฟรนไชส์ เรื่องราวในแฟ้มลับยุคสงครามเย็น-สงครามเวียดนาม อย่าง คอล ออฟ ดิวตี้ แบล็กออปส์ (COD : Black Ops) ออกมาควบคู่กันไป แต่ในช่วงเวลาดังกล่าว บริษัทแอคทิวิชั่นที่เข้ามาเทกโอเวอร์แบรนด์ เกิดปัญหาภายในและนำไปสู่การเลย์ออฟทีมสร้างเก่าเป็นจำนวนมาก ได้ทำให้รูปแบบของเกมเน้นไปที่การเล่นหลายคน หรือมัลติเพลเยอร์ ที่พ่วงมาด้วยการขายของภายในเกม จึงทำให้ความเข้มข้นของเนื้อหาหดหายไปประกอบกับผู้ผลิตชุดใหม่ตัดสินใจหยิบยุคโลกอนาคตมาเล่น ไม่ว่าจะเป็นภาคแบล็ก ออปส์ 2 (Black Ops 2) แอดวานซ์ วอร์แฟร์ (Advanced Warfare) อินฟินิต วอร์แฟร์ (Infinite Warfare) ในช่วงปี 2555-2559 ซึ่งแฟนคลับส่วนใหญ่มองว่าเล่นสนุกแต่ไม่อิน ไม่รู้สึกมีส่วนร่วมหรือผูกพันกับตัวละครในเกมเหมือนแต่ก่อนอย่างไรก็ตาม ในปี 2560 คอล ออฟ ดิวตี้ ได้ฟื้นคืนมาผงาดในวงการเรียบร้อย หลังทีมผู้ผลิตตัดสินใจย้อนสู่รากเหง้า นำเรื่องราวสงครามโลกครั้งที่ 2 (ของทหารอเมริกัน) กลับมาภายใต้ชื่อคอล ออฟ ดิวตี้ เวิลด์ วอร์ 2 (COD : WWII) พร้อมภาพกราฟิกแบบยกระดับ จนทำเงินไปถึง 30,000 ล้านบาทภายใน 1 เดือน ตามด้วยปี 2562 นี้ บริษัทผู้ผลิตได้ปล่อยใหม่ออกมา 2 ช่วง คือต้นปี คอล ออฟ ดิวตี้ มือถือ (COD : Mobile) ที่โหลดเล่นฟรีแต่มีของให้เสียเงินซื้อในเกม หวังเจาะตลาดทั่วไป ตามด้วยวันที่ 25 ต.ค.ที่ผ่านมา โมเดิร์น วอร์แฟร์ ภาคใหม่ที่ใช้ชื่อเดิม (Modern Warfare) เน้นความอลังการภาพสมจริง และเนื้อหาที่เข้มข้นอิงเหตุก่อการร้ายสากล และสถานการณ์ในซีเรียที่ใช้ชื่อสมมติว่าประเทศอูร์ซิคสถาน เพื่อตอบโจทย์แฟนคลับที่อินกับเนื้อหาแน่นอนว่าเส้นทางของคอล ออฟ ดิวตี้ ที่ดำเนินมากว่า 16 ปี คงไม่จบเพียงแค่นี้ เพราะตราบใดที่ความขัดแย้งยังไม่หมดไปจากโลกฉันใด คนสร้างเกมก็ไม่มีทางหมดมุกฉันนั้น ครับกระผม.พจน์ พลวัต