ในวันอันอบอุ่นของเดือนกรกฎาคม ค.ศ.1137 ณ ห้องโถงใหญ่ บรรดาขุนนางชั้นบารอน และอัศวินร่วม 500 คนได้รับเกียรติให้มาร่วมงานเลี้ยงฉลองพร้อมกับบรรดาสุภาพสตรีผู้สูงศักดิ์อีกหลายนาง โต๊ะอาหารที่วางอยู่กึ่งกลางของห้องปูไว้ด้วยผ้ากำมะหยี่สีแดงสดมีร่างของสาวน้อยคนหนึ่งนั่งอยู่สาวน้อยคนนี้คือ บุคคลสำคัญของแผ่นดินยุโรปในกาลต่อมา ซึ่งคอลัมน์ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียล โดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูน จะพาแฟนานุแฟนไปรับรู้เรื่องราวของเธอกันค่ะเธอคือ อีลีเนอร์ (Eleanor of Aquitaine) ธิดาของวิลเลียมที่ 10 ดยุคแห่งอากีแตน เธอจะต้องเข้าพิธีอภิเษกกับเจ้าชายหลุยส์ พร้อมกับการขึ้นครองแผ่นดินร่วมกับพระองค์ในเวลาเดียวกันด้วย ซึ่งต่อมาหลังขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ฝรั่งเศส เจ้าชายหลุยส์ทรงพระนามว่า พระเจ้าหลุยส์ที่ 7 (Louis VII of France) ขณะนั้นอีลีเนอร์มีอายุเพียง 15 ปี (ในขณะที่บรรดาสุภาพบุรุษสูงอายุทั้งหลายกำลังสนทนาอยู่กับบรรดาพรรคพวกอัศวินด้วยกัน ด้วยเรื่องราวของการรบพุ่งที่พวกเขาผ่านมาแต่ครั้งก่อนๆ) นานๆพวกเขาก็มองดูเธอด้วยความสงสาร พระราชบิดาของเธอเพิ่งสิ้นพระชนม์ไปเมื่อ 3 เดือนที่แล้วทำให้เธอมีฐานะเป็นดัชเชสแห่งอากีแตน การถูกจับให้เข้าพิธีอภิเษกและราชาภิเษกของกษัตริย์ ก็ด้วยผู้ใหญ่ฝ่ายชายหมายจะควบรวมแผ่นดินฝรั่งเศสและอากีแตนเข้าด้วยกัน พิธีอภิเษกระหว่างเจ้าชายหลุยส์และดัชเชสอีลีเนอร์ในเวลานั้นอาณาจักรของฝรั่งเศสมีเพียงแต่เมืองเล็กๆโดยรอบกรุงปารีส ที่แย่งชิงมาจากพวกฟลานเดอร์ (Flanders) และพวกพีเรนีส (Pyrenees) มีฐานะเพียงครึ่งๆกลางๆ ยังมีพวกขุนนางที่มีอำนาจแยกไปจากกษัตริย์อีกหลายเมืองในภูมิภาคแถบนั้น ดังนั้น การอภิเษกของกษัตริย์กับบุตรีของเจ้าเมืองใหญ่จึงเกิดมีขึ้นในวันนี้ บรรดาอัศวินซึ่งท่องเที่ยวไปพร้อมกับอาวุธในมือ ร่วมกับผู้ช่วยเหลือไม่ว่าจะเป็นนักบวชหรือสมภารวัด ทั้งหมดจึงได้มาชุมนุมกันในการทำพิธีอภิเษกของเจ้าชายหลุยส์กับอีลีเนอร์การอภิเษกของเจ้าชายฝรั่งเศสกับดัชเชสคนงาม ซึ่งต่อมาได้เป็นกษัตริย์และราชินี ทำให้อาณาจักรของพวกคริสเตียนมั่นคงมากขึ้น แต่พวกเติร์กก็ยังบุกยึดเอาดินแดนอีเดสซา (Edessa) อันเป็นดินแดนหนึ่งของพวกคริสเตียน ที่ยึดเอามาได้จากอูเทรเมอร์ (Outremer) ในสงครามครูเสด ซึ่งเมื่อข่าวนี้รู้ไปถึงยุโรป พวกคริสเตียนก็ทราบว่าทางเยรูซาเลมจะดำเนินการทำสงครามต่อไปอีกแล้ว พระเจ้าหลุยส์ที่ 7 และพระนางอีลีเนอร์เตรียมเข้าสู่สมรภูมิครูเสด.กษัตริย์หลุยส์ที่ 7 และพระราชินีถือว่าการกระทำของพวกเติร์ก เป็นการยึดเอาดินแดนพื้นที่อันศักดิ์สิทธิ์ไป ดังนั้นพระองค์จึงทรงดำเนินการทางทหารเพื่อช่วยเหลือดินแดนแห่งนี้ อีก 5 เดือนต่อมา บรรดาอัศวินและนักรบคริสเตียนทั้งหลายจากยุโรปได้ถูกเรียกร้องให้มาชุมนุมกันอยู่ที่คอนสแตนติโนเปิล มีนักรบและขุนนางตลอดจนเจ้านายจากหลายชาติเดินทางมาร่วมด้วย บรรดาเลดี้หลายคนรวมทั้งอีลีเนอร์ด้วยก็ติดตามมาเช่นกัน เหล่าสตรีล้วนแล้วแต่พร่ำบ่นถึงการทำตัวสนุกสนานของสามีไม่สมกับการจากบ้านเมืองมาทำศึก มีการจัดเลี้ยงกันอยู่เสมอ ตลอดเวลาของการรวมพลอันยาวนานแต่เดิมบรรดาอัศวินและเจ้านายทั้งหลายไม่ยินยอมให้ภริยาและสตรีทั้งหลายมาในกองทัพด้วย เมื่อมีเสียงรบเร้าอ้อนวอนว่าแม้จะต้องมาทำหน้าที่สาวใช้ทำงานต่างๆ แม้แต่การทำความสะอาดชุดเกราะให้ก็ยอม อัศวินทั้งหลายก็ใจอ่อนยอมให้มาด้วย โดยหวังจะให้พวกเจ้าหล่อนทำหน้าที่พยาบาล เพราะการเดินทัพไปในดินแดนปาเลสไตน์ ก็ยากจะไปขอความช่วยเหลืออันใดจากชาวพื้นเมือง ดังนั้นการเดินทางไปทำศึกสงครามครูเสดครั้งที่ 2 จึงยิ่งช้าหนักเข้า พระนางอีลีเนอร์แห่งอากีแตน.สงครามครูเสดนั้นเป็นสงครามแห่งความวิบัติ ในคอนสแตนติโนเปิล พระราชินีอีลีเนอร์ทรงหาทาสผิวดำมาใช้ ซึ่งต้องพร่ำสอนราชประเพณีต่างๆของราชสำนักให้ พระนางจึงได้มีผู้รับใช้ในดินแดนต่างบ้านต่างเมือง จนกองทัพเดินทางผ่านเอเชียไมเนอร์และเริ่มถูกพวกเติร์กซุ่มโจมตี ซึ่งพระนางก็ทรงอดทนช่วยกันกับสตรีที่ติดตามมาในการรักษาพยาบาลผู้เจ็บป่วยอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อยหลังจากการรบพุ่งที่ดามัสกัสพระนางได้พบกับชายหนุ่มรูปงามคือเจ้าชายเฮนรี อัศวินแห่งอังกฤษ หรือต่อมาก็พระเจ้าเฮนรีที่ 2 (Henry II of England) ซึ่งเป็นโอรสของเจฟฟรีย์ที่ 5 เคานต์แห่งอ็องฌูและจักรพรรดินีมาทิลดา ว่ากันว่า เจ้าชายเฮนรีได้รับบาดเจ็บจากการถูกอาวุธของศัตรูซึ่งพระนางอีลีเนอร์ทรงช่วยรักษาบาดแผลที่พระกรให้ พระเจ้าหลุยส์ที่ 7 แห่งฝรั่งเศส.ระหว่างการรบครั้งนั้น ชีวิตครอบครัวของพระเจ้าหลุยส์และพระราชินีเริ่มระหองระแหงกัน มีปัญหาต่างๆเกิดขึ้นมากมาย จนแม้แต่ในยามที่เสด็จกลับจากสงคราม ทั้ง 2 พระองค์ยังแยกกันโดยสารเรือคนละลำใน ค.ศ.1151 พระเจ้าหลุยส์ตัดสินใจจะให้การอภิเษกเป็นโมฆะ หรือพูดง่ายๆก็คือขอหย่าจากพระนางอีลีเนอร์ ทั้งๆที่มีพระราชบุตรและพระราชธิดาด้วยกันถึง 2 พระองค์ พระนางอีลีเนอร์ก็ยังทรงมีรูปโฉมงดงามอยู่ ว่ากันว่า อีกเหตุผลคือพระเจ้าหลุยส์เผอิญไปพบรักใหม่กับธิดาของเคาท์แห่งบลัวส์ ทำให้ลืมพระนางอีลีเนอร์อย่างง่ายดาย ซึ่งการหย่ากันครั้งนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะติดขัดด้วยข้อห้ามทางศาสนา แต่ในที่สุดทางศาสนจักรก็ยินยอมประกาศให้การอภิเษกของทั้งคู่เป็นโมฆะเมื่อวันที่ 11 มีนาคม ค.ศ.1152 พระเจ้าเฮนรีที่ 2 แห่งอังกฤษ.หลังจากนั้นไม่นาน อังกฤษก็เกิดต้องการจะยึดเอาดินแดนของฝรั่งเศสแถบอังจูและนอร์มังดี ซึ่งทำให้เจ้าชายเฮนรีมีโอกาสเสด็จมายังฝรั่งเศสพร้อมกับเจ้าชายจอฟฟรีย์ และได้ทรงพบกับพระนางอีลีเนอร์อีกครั้งในราชสำนักฝรั่งเศส เมื่อได้ติดต่อกัน เจ้าชายก็ทรงทราบว่าพระนางทรง หย่าร้างกับพระสวามีเรียบร้อยแล้ว ด้วยความรักและสงสารพระนางอีลีเนอร์ ประกอบกับเจ้าชายนั้นภายหน้าจะได้เป็นกษัตริย์แทน จึงมีการคิดกันว่าควรจะหาทางให้ทั้ง 2 ฝ่าย คืออังกฤษกับฝรั่งเศสอภิเษกกันมากกว่าเพื่อเป็นการยุติความขัดแย้งกัน แต่ยังติดขัดด้วยเกรงว่าโป๊ปจะไม่ทรงอนุญาตจึงรั้งรออยู่บังเอิญในขณะนั้นเกิดการรบพุ่งกันขึ้นในมาร์ไซล์และซิซิลี ทำให้การที่จะทำสงครามทางศาสนาบนแผ่นดินอันศักดิ์สิทธิ์ของฝ่ายคริสเตียนอ่อนกำลังลง พระนางอีลีเนอร์จึงเสด็จไปยังอิตาลี ทรงเข้าเฝ้าโป๊ปและทูลถวายเงิน เพื่อให้กำลังรบของฝ่ายคริสเตียนเข้มแข็งไม่แตกแยก โป๊ปจึงทรงอนุญาตให้อภิเษกกันได้ โดยมีพิธีอภิเษกที่เรียบง่ายจนเรียกว่าเล็กมากๆเลยก็ว่าได้ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะพระนางอีลีเนอร์เพิ่งจะสิ้นสุดสถานะมเหสีของพระเจ้าหลุยส์ที่ 7 มาได้ไม่กี่สัปดาห์ แต่นั่นก็ส่งผลให้พระนางได้เป็นพระราชินีของแผ่นดินอังกฤษอีกดินแดนหนึ่งในอนาคต รูปปั้นของพระนางอีลีเนอร์และพระเจ้าเฮนรีที่ 2 เคียงข้างกันเหนือหลุมพระศพ.พระนางอีลีเนอร์มีอายุมากกว่าเฮนรี 11 พรรษา ทั้งคู่มีโอรสและพระธิดาด้วยกันถึง 8 พระองค์ แต่ชีวิตสมรสในภายหลังกลับไม่สวยงามนัก ทั้งคู่มีปัญหากันทั้งจากเรื่องการเมืองภายในและภายนอกประเทศ และจากความสัมพันธ์ส่วนตัว รวมทั้งพระเจ้าเฮนรีทรงโปรดพระสนมนามว่า โรสซามุนด์จนออกหน้าออกตา สุดท้ายพระนางอีลีเนอร์ต้องแยกขาดจากพระสวามี ซึ่งแม้จะแยกกันอยู่ แต่พระนางก็เป็นส่วนหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังของการกบฏ โดยพระโอรสองค์ที่ 2 นามว่า เฮนรียุวกษัตริย์ (Henry the Young King) แข็งข้อก่อกบฏต่อกษัตริย์เฮนรีที่ 2 แต่ไม่สำเร็จ พระนางอีลีเนอร์จึงถูกควบคุมพระองค์ไว้ในที่ต่างๆ หลายแห่ง เช่น ที่ปราสาทวินเชสเตอร์และปราสาทเซรัมเป็นเวลาถึง 15 ปี จนเฮนรียุวกษัตริย์สิ้นพระชนม์ บวกกับสถานการณ์ทางการเมืองที่เปลี่ยนไป พระนางจึงได้ออกมาภายนอกบ้างแต่ยังไม่มีอิสระเท่าใดนัก สงครามครูเสด.กระทั่งพระเจ้าเฮนรีที่ 2 สวรรคต ในปี 1189 เจ้าชายริชาร์ดบุตรของทั้งคู่ขึ้นครองบัลลังก์เป็นพระเจ้าริชาร์ดที่ 1 แห่ง อังกฤษ ซึ่งทุกคนคงคุ้นฉายาของพระองค์ดีว่าคือ “ริชาร์ดใจสิงห์” (Richard the Lionheart) พระเจ้าริชาร์ดที่ 1 มีคำสั่งให้ปลดปล่อยพระมารดาเป็นอิสระ พระนางจึงกลับมามีอำนาจอย่างมากอีกครั้งพระนางอีลีเนอร์มีพระชนม์ชีพยาวนาน ทรงได้เห็นจอห์นบุตรชายคนเล็กขึ้นเป็นพระเจ้าจอห์น ทรงประกอบราชกิจที่สำคัญอีกหลายประการจวบจนสิ้นพระชนม์ใน ค.ศ.1204 ชีวิตของพระองค์พบพานเรื่องราวมากมาย ทั้งสุขและทุกข์ ทรงเป็นราชินีที่มีส่วนร่วมในสงครามทั้งสงครามศาสนาและการก่อกบฏ แม้ชีวิตรักของพระองค์จะหวานชื่นอยู่ไม่ตลอดรอดฝั่ง แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้คนจดจำได้เสมอก็คือพระนางเป็นพระราชินีถึงสองแผ่นดิน. พระเจ้าริชาร์ดใจสิงห์.ทีมงานนิตยสารต่วย'ตูน โดย : "กรกมล"