การโจมตีจากดาวเคราะห์น้อยทำให้โลกสิ้นสุดยุคครีเตเชียส (Cretaceous) ได้กวาดล้างไดโนเสาร์ไปจนสูญสิ้น ยกเว้นลูกหลานของสัตว์อย่างนก สัตว์เลื้อยคลานที่อาศัยอยู่ในมหาสมุทร รวมถึงสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังทางทะเลและพืชหลายชนิด ซึ่งเมื่อสิ้นยุคครีเตเชียส โลกก็เข้าสู่ยุคพาลีโอจีน (paleogene) เป็นยุคแรกของมหายุคซีโนโซอิกแต่เมื่อไม่นานมานี้ นักบรรพชีวินวิทยาจากพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติเดนเวอร์ เผยว่า ขุดพบซากดึกดำบรรพ์หรือฟอสซิล (fossil)อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนจากพื้นที่โคโลราโด สปริงส์ ทางตอนกลางของรัฐโคโลราโด ในสหรัฐอเมริกา ซากฟอสซิลเหล่านี้ชี้ให้เห็นการเพิ่มขึ้นของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจากหลังดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนโลกเมื่อ 66 ล้านปีที่แล้ว และทำลาย 3 ใน 4 ของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดรวมถึงไดโนเสาร์ ซึ่งเมื่อไดโนเสาร์ไม่มีชีวิตอยู่และกินสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอีกต่อไป สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเหล่านั้นจึงวิวัฒนาการรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว มีรูปแบบและวิถีชีวิตใหม่ๆ แถมเข้ายึดครองระบบนิเวศจากคู่แข่งที่สูญพันธุ์ภายในระยะเวลา 700,000 ปีของเหตุการณ์สูญพันธุ์ครั้งใหญ่ มวลร่างกายก็ใหญ่กว่า 100 เท่าทันที หลังจากเหตุการณ์การสูญพันธุ์ครั้งนั้น สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 16 ชนิดที่ถูกค้นพบ มีทั้งกะโหลกและกระดูกอื่นๆ ซึ่งฝังจมอยู่ในแม่น้ำและที่ราบน้ำท่วมถึง ทว่าขณะนี้ก็พบเพียงซากฟอสซิลสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กเท่านั้น อย่างไรก็ตาม นี่ถือเป็นครั้งแรกที่นักวิทยาศาสตร์สามารถเชื่อมโยงเวลาของฟอสซิลพืช ฟอสซิลสัตว์ และอุณหภูมิ ในช่วงเวลาสำคัญที่สุดช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์ของโลก.