ภาพหนุ่มเอาปากกระบอกปืนยาวเสียบแก้มทะลุปาก ในขบวนแห่ประเพณีกินเจ ศาลกะทู้ ภูเก็ต ขึ้นหน้าหนึ่ง “ไทยรัฐ” ฉบับ 8 ต.ค. แถมคำบรรยาย “หวาดเสียว”ทำให้ผมนึกถึงเรื่องที่ศาลต่องย่องสู อยู่อำเภอกะทู้ ใกล้ๆ “หวาดเสียวกว่า สยองขวัญกว่า”ข้อต่างจากศาลเจ้าทั่วไป ศาลต่องย่องสู ไม่มีรูปเทพเจ้า พระโพธิสัตว์ เจ้าแม่กวนอิม หรือ ปุนเถ้าก๋ง ที่ชาวจีนทั่วไปนับถือ มีเพียงแผ่นป้ายชื่ออั้งยี่ผู้ตาย 412 ป้าย ติดไว้แทน (สารานุกรมวัฒนธรรมภาคใต้ ฉบับ พ.ศ.2529 เล่ม 3)ในสมัยรัชกาลที่ 3 ราว พ.ศ.2398 มีอั้งยี่หนีการกวาดล้างจากจีน เข้ามาตั้งหลักแหล่งอยู่ที่อำเภอกะทู้เป็นจำนวนมาก ต่อมาขยายไปอยู่ที่ทุ่งคา อำเภอเมือง หลังพบแร่ดีบุกอุดมสมบูรณ์กว่าเมื่อกรรมกรเหมืองแร่มากขึ้น มีการตั้งกลุ่มอั้งยี่ขึ้นมาดูแลพวกเดียวกัน รวมพวกตีกับนายเหมืองที่เอาเปรียบค่าแรงบ้าง ตีกันเองบ้างไม่นานจำนวนอั้งยี่ทุ่งคา เรียกว่า ยี่หิ้นเกี้ยนเต็ก มีพวกมากถึง 4,000 คน กับอั้งยี่กะทู้ เรียก ยี่หิ้นปุนเถ้าก๋ง มีพวก 3,500 คน เกิดทะเลาะกันเรื่องการแย่งสายน้ำล้างแร่ จากลำธารเดียวกันมีการยกพวกตีกัน ที่บริเวณดงไผ่ ระหว่างเขตอำเภอเมือง ติดต่อเขตอำเภอกะทู้ รุนแรงถึงขนาดมีคนเจ็บคนตายหลายครั้ง แล้วฝังศพกันไว้ในบริเวณนั้น(สมัยที่นายอ้วน สุระกุล เป็นผู้ว่าฯ เลือกบริเวณดงไผ่ บุกเบิกที่ดินทำสนามกีฬาแห่งชาติ พบว่าเต็มไปด้วยฮวงซุ้ย ต้องทำพิธีล้างป่าช้า เจอกระดูกมากมาย)มีคำพังเพยจีน “งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา” สู้รบกันฆ่ากันนานๆเข้า ช่วงหนึ่งอั้งยี่สองฝ่ายก็หันหน้าเจรจากัน เมื่อตกลงกันได้ ฝ่ายอั้งยี่ทุ่งคา ขอเป็นเจ้าภาพนัดอั้งยี่กะทู้ ไปกินเลี้ยงฉลองความปรองดอง ในเขตแดนตัวเองมีบันทึกเหตุการณ์ช่วงนี้ได้ชัดเจน วันนัดมิตรภาพนั้นตรงกับวัน “หลักโง้ยจั๊บชิด” วันขึ้น 17 ค่ำ เดือน 6 ตามปฏิทินจีน ปี พ.ศ.2422 ขณะที่ฝ่ายยี่หิ้นเกี้ยนเต็กจัดเตรียมสุราอาหาร ฝ่ายยี่หิ้นปุนเถ้าก๋ง ก็ชักชวนกันไปจำนวนของอั้งยี่ฝ่ายผู้ไปเยือน ใช้คำว่าชายล้วนไปกันหมด ทิ้งไว้แต่ผู้หญิงและเด็กบรรยากาศงานเลี้ยงสนุกสนานเต็มที่ ฝ่ายภูเก็ตรินสุราแจกไม่อั้น ฝ่ายกะทู้ก็ดื่มจนหัวปักหัวปําถึงเวลานั้น งานเลี้ยงเพื่อมิตรภาพก็พลิกด้าน กลายเป็นงานล้างแค้น แค้นที่สู้รบฆ่ากันมานานแสนนานฝ่ายภูเก็ตให้สัญญาณถืออาวุธเข้ามาไล่ฆ่าฟัน แล้วจุดไฟเผาโรงเลี้ยง กะเผาคลอกให้ตายหมู่เล่ากันมานานกว่าร้อยปี การล้างแค้นครั้งนั้นฝ่ายกะทู้หนีรอดมาได้เพียงคนเดียวรายชื่อคนตาย เชื่อกันว่าขึ้นหลักพัน แต่เท่าที่ปรากฏจากป้ายชื่อ ในศาลต่องย่องสู วันนี้มีเพียง 412 ชื่อ ในชื่อเหล่านั้น คนแซ่หลิม มีมากที่สุด 59 ชื่อ แซ่ตัน 47 ชื่อ แซ่อ๋อง 36 ชื่อ แซ่เอี๋ยว 13 ชื่อ ฯลฯศาลต่องย่องสู ไม่มีหลักฐานสร้างปีไหน รู้เพียงสร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 ถึงวันขึ้น 17 ค่ำ เดือน 6 ของทุกปี เดิมทีมีคนจากปีนัง ระนอง ตะกั่วป่า พังงา ที่ซาบซึ้งเรื่องราว นำอาหารผลไม้และธูปเทียน มาทำพิธีกราบไหว้แต่มาระยะหลัง เหลือแต่คนในภูเก็ต ที่รับเอี่ยนเทียบ (บัตรเชิญ) ไปร่วมพิธี คนจากแดนไกลลดลงไปถึงวันนี้เรื่องราวของศาลต่องย่องสู ยังเป็นบทเรียนสอนใจให้ลูกหลานไทยเชื้อสายจีนได้ทบทวน เป็นอั้งยี่หนีภัยกวาดล้างจากจีน มาตั้งหลักเอาตัวรอดอยู่ด้วยกันแต่เพราะผลประโยชน์ขัดกัน กลับลืมว่ามาจากรากเหง้าเดียวกัน รบราฆ่ากันล้างผลาญกันเองสองคำพังเพยจีน งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา และแค้นนี้สิบ (ร้อย) ปีไม่มีวันสาย...ใช้ได้แต่ต่างกรรมต่างวาระ ใช้ได้เหมือนคำพังเพยไทย การเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร.กิเลน ประลองเชิง