“จริยธรรม” กลายเป็นประเด็นการเมืองที่มีการโต้เถียงกันมากในการเมืองยุคหลังการเลือกตั้ง หลังจากอยู่ใต้เผด็จการนานห้าปี ประเด็นที่โต้เถียงกันได้แก่ กรณีที่นายกรัฐมนตรีกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณ หรือกรณีปริญญาเอกของรัฐมนตรี และล่าสุดได้แก่กรณี ส.ส.งูเห่า หรือ ส.ส.โสเภณี เป็นการฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่เนื่องจากจริยธรรมเป็นเรื่องนามธรรม ไม่ใช่บทบัญญัติกฎหมายที่เขียนไว้ชัดเจน ว่าทำอะไรผิดกฎหมาย จึงต้องเถียงกันว่าทำอย่างไร เข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง และต้องพ้นจากตำแหน่ง ทำอย่างไรเป็นการฝ่าฝืนจริยธรรมแบบไม่ร้ายแรง ตัวอย่างเช่น กรณีของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่าร.อ.ธรรมนัสเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเป็นแกนนำสำคัญของพรรคพลังประชารัฐ ในการประสานกับนักการเมืองพรรคต่างๆ ถูกกล่าวหาว่าปริญญาบัตรปริญญาเอกที่แสดงต่อทางการ เป็นของจริงหรือไม่ บางคนอ้างว่าของจริงหรือปลอมไม่สำคัญ เพราะ รัฐมนตรีปริญญาตรีก็เป็นได้ไม่ต้อง ดร.แต่อีกฝ่ายเถียงว่าปริญญาตรีเป็นรัฐมนตรีได้ก็จริง แต่ถ้าเอาปริญญาบัตร ปริญญาเอกปลอมมาอ้าง จะเข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่ เป็นการหลอกลวงประชาชนหรือไม่ เช่นเดียวกับกรณี ส.ส.งูเห่า นอกจากจะเป็นความผิดตามกฎหมายพรรคการเมืองแล้ว ยังผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรงด้วยหรือไม่รัฐธรรมนูญให้ความสำคัญกับ “จริยธรรม” ทางการเมือง ค่อนข้างจะเป็นพิเศษ โดยเขียนไว้ในมาตรา 276 ให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ดำเนินการให้มีมาตรฐานทางจริยธรรมภายใน 1 ปี นับแต่วันประกาศในรัฐธรรมนูญ ถ้าจัดทำไม่เสร็จตามเวลา ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและกรรมการองค์กรอิสระต้องพ้นจากตำแหน่งขอยกตัวอย่างของมาตรฐานทางจริยธรรมที่จัดทำเสร็จเรียบร้อยแล้วให้ดูบางส่วน เช่น ต้องยึดมั่นและธำรงไว้ ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญต้องถือประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบข้อความข้างต้นอาจตีความได้อย่างกว้างขวาง แบบครอบจักรวาล จึงอาจมีปัญหาในทางปฏิบัติ และดูเหมือนว่าจะยังไม่มีการตัดสินความผิดนักการเมือง เกี่ยวกับการทำผิดจริยธรรมให้เป็นตัวอย่าง แต่หวังว่าองค์กรผู้มีอำนาจในการตัดสิน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นองค์กรผู้จัดทำมาตรฐานจริยธรรม น่าจะตัดสินได้ด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรม.