สถานการณ์ในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียในตะวันออกกลางร้อนระอุถึงจุดอันตราย จนหลายฝ่ายหวั่นว่าจะเกิดสงคราม หลังโรงกลั่นน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดของโลกของซาอุฯ ที่เมืองอับเคก และบ่อน้ำมันใหญ่อันดับ 2 ที่เมืองคูเรสทางภาคตะวันออกซาอุฯ ถูกถล่มด้วยโดรนและจรวดจนเละ เมื่อ 14 ก.ย.การโจมตีทำให้กำลังการผลิตน้ำมันของซาอุฯ ผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลกลดลงถึง 5.7 ล้านบาร์เรลต่อวันหรือราวครึ่งหนึ่ง หรือราว 6% ของน้ำมันทั้งโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงลิ่วกลุ่มกบฏ “ฮูธี” ในเยเมน ออกโรงอ้างว่าเป็นผู้โจมตีครั้งนี้ ตอบโต้ที่ซาอุฯนำทัพพันธมิตรโจมตีทางอากาศถล่มกบฏฮูธีอย่างหนักมาตลอด หลังกบฏฮูธีบุกยึดกรุงซานาเมืองหลวงเยเมนจนรัฐบาลประธานาธิบดีอับดรับบรูห์ มานซูร์ ฮาดี ต้องหนีไปอยู่เมืองเอเดนทางภาคตะวันออกในปี 2558ซาอุฯสนับสนุนรัฐบาลฮาดี ซึ่งเป็นมุสลิมนิกายซุนหนี่เหมือนกัน ส่วน “อิหร่าน” คู่อริของซาอุฯ ลอบหนุนหลังกบฏฮูธี ซึ่งเป็นมุสลิมชีอะห์เช่นกัน สงครามกลางเมืองเยเมน 4 ปี ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วหลายหมื่นคนก่อนหน้านี้ กบฏฮูธีทั้งยิงจรวดและใช้โดรนโจมตีซาอุฯ แล้วหลายครั้ง รวมทั้งถล่มท่อส่งน้ำมันและขบวนรถทหาร แต่ไม่หนักหน่วงรุนแรงเท่าครั้งนี้ ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าการโจมตีล่าสุด “อิหร่าน” ทำเองหรือไม่ เพราะความร้ายแรง แม่นยำ และอาวุธที่ล้ำสมัยในการโจมตี เกินกว่าศักยภาพของกบฏฮูธีจะลงมือเองได้ โชว์หลักฐาน-สหรัฐฯและซาอุดีอาระเบียโชว์หลักฐานภาพถ่ายดาวเทียมสภาพความเสียหายที่โรงกลั่นน้ำมันเมืองอับเคกของซาอุฯ ที่ถูกโจมตี และซากโดรนกับจรวดร่อนที่ใช้โจมตี โดยกล่าวหาว่าเป็นฝีมืออิหร่าน ไม่ใช่กบฏฮูธีในเยเมน (เอเอฟพี) “สหรัฐอเมริกา” ลูกพี่ของซาอุฯ ชี้นิ้วว่าอิหร่านคือผู้โจมตี โดยอ้างหลักฐานภาพถ่าย ดาวเทียมซึ่งชี้ว่าจากสภาพความเสียหายของโรงกลั่นและบ่อน้ำมัน การโจมตีมาจากทิศเหนือ ซึ่งเป็นที่ตั้งอิหร่านและภาคตะวันตกอิรัก ซึ่งเป็นพื้นที่ยึดครองของกองกำลังชีอะห์ที่อิหร่านหนุนหลัง ไม่ใช่มาจากเยเมน ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ซาอุฯ ยังโชว์หลักฐานที่อ้างว่าเป็นซากโดรน และจรวดร่อนของอิหร่านที่เก็บได้ที่โรงกลั่นและบ่อน้ำมันที่ถูกถล่ม พร้อมระบุว่ามีโดรนถึง 18 ลำ และขีปนาวุธ 7 ลูกถูกใช้โจมตีครั้งนี้ และชี้ว่าเป็นฝีมืออิหร่าน ไม่ใช่กบฏฮูธี ขณะที่ “คูเวต” ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างอิรักกับซาอุฯ และอยู่ใกล้ภาคตะวันตกอิหร่าน ก็เผยว่ามีรายงาน “โดรน” หรือ วัตถุที่บินในระดับต่ำบางอย่างโฉบผ่านน่านฟ้าคูเวตในเช้า 14 ก.ย. ก่อนซาอุฯถูกโจมตีเล็กน้อยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ และรัฐบาลซาอุฯ ขู่ว่ากำลังหาทางตอบโต้อิหร่านอย่างสาสม ขณะที่อิหร่านยืนกรานปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้อง และขู่ตอบโต้รุนแรงถึงขั้นทำสงครามเต็มรูปแบบถ้าถูกโจมตีก่อนส่วนประชาคมโลกที่ไม่ได้อยู่ “วงใน” สับสนว่าควรเชื่อใครกันแน่ ฝ่ายที่เกลียดสหรัฐฯ ชี้ว่าสหรัฐฯหาเรื่องถล่มอิหร่านอีกแล้ว ภาพถ่ายดาวเทียมที่ใช้ปรักปรำอิหร่านถูกตบแต่งปลอมแปลงขึ้นส่วนฝ่ายพันธมิตรสหรัฐฯเชื่อว่าน่าจะเป็นฝีมืออิหร่าน เพราะดูจาก “แบบแผน” ความรุนแรงในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นในช่วงหลังๆจริงๆแล้ว ความตึงเครียดรอบใหม่ในอ่าว เปอร์เซียเริ่มขึ้นตั้งแต่ปีที่แล้ว หลังทรัมป์ถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ที่มหาอำนาจ 6 ชาติทำไว้กับอิหร่านในปี 2558 จากนั้นก็สั่งคว่ำบาตรอิหร่านหนักขึ้น โดยตั้งเป้าไม่ให้อิหร่านส่งออกน้ำมันโดยสิ้นเชิง เพื่อทำให้เศรษฐกิจอิหร่านล่มสลายต่อมาก็เริ่มเกิดเหตุการณ์แปลกๆในอ่าวเปอร์เซีย โดยช่วงเดือน พ.ค.และ มิ.ย.ปีนี้ เกิดเหตุลอบวางทุ่นระเบิดเรือบรรทุกน้ำมันของนานาชาติใกล้ช่องแคบฮอร์มุซและอ่าวโอมานแล้วถึง 6 ลำ อิหร่านยังยึดเรือบรรทุกน้ำมันต่างชาติอย่างน้อย 3 ลำใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ รวมทั้งเรือ “สเตนา อิมเพอโร” ปักธงอังกฤษ เมื่อ 19 ก.ค.สหรัฐฯ และพันธมิตรชี้ว่ากองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (ไออาร์จีซี) อยู่เบื้องหลังการโจมตีเหล่านี้ แต่อิหร่านปฏิเสธเสียงแข็ง แค่ยอมรับว่ายิง “โดรน” สอดแนมของสหรัฐฯ ตก 1 ลำ ในช่องแคบฮอร์มุซเมื่อ 20 มิ.ย.เป็นที่รู้กันดีว่า อิหร่านและซาอุฯ มุสลิมต่างนิกาย ช่วงชิงอิทธิพลในภูมิภาคมายาวนาน โดยอิหร่านใช้ยุทธศาสตร์จัดตั้งเครือข่าย “กองกำลังตัวแทน” (Proxy Forces) ในหลายประเทศตะวันออกกลาง รวมทั้งสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธและพรรคการเมือง “ฮิสโบลเลาะห์” ในเลบานอนเพื่อสู้กับ “อิสราเอล” พันธมิตรหลักของสหรัฐฯ ไปจนถึงหนุนกองกำลังชีอะห์ในอิรักและกบฏฮูธีในเยเมน อิหร่านและ “รัสเซีย” ยังเข้าไปช่วยกองกำลังฝ่ายรัฐบาลซีเรียของประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด เอาไงดี?-ไมค์ ปอมเปโอ รมว.ต่าง-ประเทศสหรัฐฯ (ซ้าย) จับพระหัตถ์มกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบีย ที่เมืองเจดดาห์ ก่อนหารือเรื่องวิกฤตการณ์อิหร่าน เมื่อ 18 ก.ย. (รอยเตอร์)สหรัฐฯและซาอุฯชี้ว่า อิหร่านสนับสนุนการก่อการร้ายและกลุ่มหัวรุนแรง ทำลายเสถียรภาพในตะวันออกกลาง และหาว่าอิหร่าน “ยืมมือ” กองกำลังตัวแทนเหล่านี้ในการโจมตี รวมทั้งสนับสนุนด้านอาวุธและยุทธวิธีในทางลับ เพื่อไม่ให้มีหลักฐานโยงไปถึงอิหร่านว่าลงมือเองโดยตรงนักวิเคราะห์บางคนชี้ว่า อิหร่านซึ่งกำลัง “เข้าตาจน” เพราะถูกสหรัฐฯคว่ำบาตรจนเศรษฐกิจ ใกล้ล้มละลาย กำลังเดินเกมเสี่ยงถึงที่สุด แม้ถึงขั้นต้องทำสงครามก็ยอม เพื่อ “พลิกเกม” หวังเพิ่มอำนาจต่อรอง หรือมองข้ามช็อต ทำให้สงครามบานปลายไปทั่วภูมิภาค ซึ่งจะส่งผลกระทบย้อนกลับต่อทรัมป์ ถ้าเกิดกระแสต่อต้านสงครามภายในสหรัฐฯอย่างรุนแรง อาจส่งผลให้ทรัมป์แพ้การเลือกตั้งสมัยที่ 2 ในปลายปีหน้าห้วงเพลานี้ ทั้งสหรัฐฯและอิหร่านต่างรู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร! ใครพูดจริงใครโกหก เพียงแต่ จะตัดสินใจเดินเกมต่อไปอย่างไรเท่านั้น ดังนั้น “สงคราม” จึงยังมีสิทธิ์เกิดขึ้นทุกเวลา!บวร โทศรีแก้ว