พายุฝนซาลงไป แต่ยังทิ้งผลพวงไว้หนักหนาสาหัสตามสถานการณ์น้ำท่วมหลายจังหวัดในภาคเหนือตอนล่างและภาคอีสาน ถนนหนทาง ทรัพย์สินทางราชการ บ้านเรือนประชาชน นาล่มเสียหายนับหมื่นนับแสนไร่ภัยพิบัติธรรมชาติที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ถือเป็นการเพิ่มโจทย์ให้รัฐบาลต้องบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน เร่งช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัย การฟื้นฟูหลังน้ำลด โดยเฉพาะการชดเชยรายได้เกษตรกร พืชผลทางการเกษตรที่เสียหายกดทับซ้ำภาวะเศรษฐกิจฐานรากที่กำลังฝืดเคืองล่าสุดนายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง ระบุว่า นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ สั่งการให้กระทรวงการคลัง ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ เร่งกำหนดมาตรการช่วยกลุ่มฐานรากที่มีมากกว่า 10 ล้านคนในประเทศเพื่อรองรับความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบเศรษฐกิจภายในคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในวันที่ 21 กันยายนนี้ ก่อนเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีต่อไปห้องเครื่องเรือเหล็ก หน่วยอัดฉีดมาตรการขับเคลื่อนเศรษฐกิจทำการบ้านอย่างหนัก เดินหน้า “ปล่อยของ” แบบสัปดาห์ต่อสัปดาห์ ประคองปากท้องชาวบ้าน ไม่มีเวลาใส่ใจเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในห้วงสถานการณ์ทางการเมืองที่รัฐบาลต้องเจอมรสุมโหมกระหน่ำไม่หยุดหย่อน“งานเข้า” หายใจหายคอกันแทบไม่ทันอารมณ์แบบที่ผู้นำอย่าง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ถึงกับยอมรับกลางห้องในระหว่างเป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคคนวัยทำงานฯของกระทรวงสาธารณสุขส่วนตัวเป็นโรคเครียดอยู่ เพราะเครียดมาก มีหลายเรื่องมารุมเร้ากึ่งอำกันเล่นๆแต่โดยสภาพก็เหมือนเป็นอาการจริงๆ ตามสิ่งที่ประเมินได้จากภาพข่าวที่นายกฯต้องปั้นหน้ายักษ์ ชักสีหน้ามึนตึงใส่นักข่าวตลอดเวลา หงุดหงิดกับคำถามที่มองว่าเป็นแค่ประเด็น “กระพี้”โดนจี้ให้ตอบเรื่องร้อนๆไม่เว้นแต่ละวันแม้ล่าสุดจะนับเป็นสถานการณ์มุมบวก กับการที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ ไม่รับคำร้องที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งคำร้องของนายภาณุพงศ์ ชูรักษ์ ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ว่า การที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ถวายสัตย์ปฏิญาณ ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 161 เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญโดยศาลชี้เลยว่า เป็นเรื่องความสัมพันธ์ฝ่ายบริหารกับสถาบัน ไม่อยู่ในอำนาจการตรวจสอบขององค์กรตามรัฐธรรมนูญใดในทางกฎหมายถือว่า พล.อ.ประยุทธ์พ้นบ่วงไปแต่ในมุมของการชิงกระแสทางการเมืองดูท่าทางเรื่องยังไม่จบ เมื่อนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ยืนยันว่า การเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติตามมาตรา 152 ประเด็นนายกฯนำ ครม.ถวายสัตย์ฯไม่ครบตามรัฐธรรมนูญ ยังเป็นไปตามกำหนดเดิมในวันที่ 18 กันยายน การที่ศาลรัฐธรรมนูญตีตกคำร้อง ไม่เกี่ยวกับการทำงานของสภาโดยเฉพาะอาการของนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ที่ชิงเคลมเลยว่า เหตุผลของศาลรัฐธรรมนูญที่ตีตกคำร้อง ยิ่งทำให้สภาผู้แทนราษฎรมีความชอบธรรมอย่างยิ่งในการทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลในทางการเมือง โดยผ่านกลไกต่างๆการอภิปรายในญัตติตามมาตรา 152 จึงเป็นหนทางที่ยังพอเหลืออยู่ ไม่เพียงแต่เป็นช่องทางในการช่วยกันขจัดปัญหาข้อสงสัยว่าคณะรัฐมนตรีเข้ารับหน้าที่โดยสมบูรณ์หรือไม่ แต่ยังเป็นไปเพื่อรักษาความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญอีกด้วยตามเหลี่ยมเกมของฝ่ายค้าน สถานการณ์มาถึงตรงนี้ถือว่าตีกินกระแสปมถวายสัตย์ฯไปแล้วเนื้อๆในอารมณ์สังคมไทยมักเชื่อในสิ่งที่อึมครึมคลุมเครือนั่นเท่ากับประทับ “รอยด่างพร้อย” ให้ พล.อ.ประยุทธ์ ขุดขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ได้แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นฝ่ายค้านก็ต้องระวังปมละเอียดอ่อน ตามเงื่อนไขสถานการณ์หากเผลอ “ล้ำเส้น” ในคิวอภิปรายทั่วไป พลาดเลยเถิด ฝ่ายรุกไล่จะติดเงี่ยงกฎหมายซะเองมันคือความเสี่ยงในเรื่องที่เอกสิทธิ์ ส.ส.ไม่คุ้มหัวเอาเป็นว่าปมถวายสัตย์ฯไม่ทำให้รัฐบาลเรือเหล็กของ “บิ๊กตู่” ล่มได้ แต่ในแง่มุมของกฎหมายก็ยังมีอีกหลายปมที่ พล.อ.ประยุทธ์จ่อลุ้นพลิกคว่ำพลิกหงายอีกหลายคิวก่อนอื่นเลยในวันเดียวกัน ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (6) และมาตรา 98 (15) จากกรณีการดำรงตำแหน่งหัวหน้า คสช.ถือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐหรือไม่ถ้าหวยออกมาว่าผิด ก็ต้องล้างไพ่กันใหม่เหมือนกันนั่นว่ากันในส่วนของตัวผู้นำอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ที่เสี่ยงโดนกับดักรัฐธรรมนูญตามรายทาง ยังไม่พูดถึงคิวของทีมงานรัฐบาลที่ต้องติดเงี่ยงกฎหมายไร้หลักประกันเรื่องเสียง ส.ส.ที่ยังส่อพลิกไปพลิกมาสถานการณ์ของคดีการถือหุ้นสื่อขัดรัฐธรรมนูญที่โดนกันทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน รวมกันกว่า 50-60 คน ถ้าผลออกมาเมื่อไหร่ สภาก็กระเพื่อมเมื่อนั้นแต่โฟกัสเฉพาะในส่วนของรัฐบาลที่แน่ๆตอนนี้หดไปแล้ว 3 เสียงจากอาการเฮี้ยวของพรรค “ต่ำเอี่ยว” ขบวนการพรรคเล็ก 1 เสียง ที่นายพิเชษฐ สถิรชวาล ส.ส.บัญชีรายชื่อ นำพรรคประชาธรรมไทย ถอนยวงจากพรรคร่วมรัฐบาล ไปเป็นฝ่ายค้านอิสระแท็กทีมกับนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยศรีวิไลย์อ้างรับไม่ได้จากการถูก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ พรรคพลังประชารัฐ เปรียบเป็น “ลิง”ป้อนกล้วยเท่าไหร่ก็ไม่อิ่ม งอแงต่อรองตลอดเวลา“พรรคต่ำเอี่ยว” ที่ได้อานิสงส์จากการนับแต้มปาร์ตี้ลิสต์แบบพิสดารแผลงฤทธิ์ ไม่สนที่มาที่ไปแต่ที่เสียหายกว่าก็คือแต้มต้นทุนของพรรคแกนนำอย่างพลังประชารัฐเอง ตามเงื่อนไขสถานการณ์ล่าสุดที่ศาลจังหวัดพัทยาอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาจำคุก พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ ส.ส.กำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ จำนวน 4 ปี ในคดีร่วมกับอดีตแกนนำ นปช.บุกล้มการประชุมอาเซียน ทำให้ขาดคุณสมบัติ ต้องหลุดจาก ส.ส.และยังมีคิวของนายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ นางทัศนียา รัตนเศรษฐ ส.ส.นครราชสีมา พรรคพลังประชารัฐ และนางทัศนาพร เกษเมธีการุณ ส.ส.นครราชสีมา พรรคพลังประชารัฐ ที่ตามรายงานของสำนักข่าวอิศราระบุว่าถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดคดีทุจริตการจัดสรรงบประมาณเพื่อทำการก่อสร้างสนามฟุตซอลในพื้นที่การศึกษาเขตที่ 2 จ.นครราชสีมาหากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรับฟ้อง ก็ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่เสียงของรัฐบาลจะหายไปอีก 3 ทันทีเอาแค่ที่นับได้ตรงหน้า ตัวเลข “ปริ่มน้ำ” จะหลุดลงไปในระดับใต้น้ำและถือว่าเป็นด่านทดสอบสำคัญกับการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กำแพงเพชร แทน พ.ต.ท.ไวพจน์ และเลือกตั้งซ่อมแทนนางจุมพิตา จันทรขจร ส.ส.นครปฐม พรรคอนาคตใหม่ ที่ยื่นใบลาออกจากปัญหาสุขภาพตามสภาพที่รัฐบาลตกเป็นฝ่ายตั้งรับในเชิงกระแสเห็นได้ชัดยิ่งในสถานการณ์ที่ “บิ๊กตู่” สะท้อนอาการอึดอัด อารมณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก กับปมฉาวๆของ “ตัวจี๊ด” มือเคลียร์คนสำคัญของรัฐบาลพลังประชารัฐอย่าง “ผู้กองธรรมนัส”ที่โดนสื่อออสเตรเลียขยี้ปมอดีตเคยติดคุกเพราะคดียาเสพติดโยงกับคิว “วางงาน” ของทีมจากเมืองไทย แบบที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย แอ่นอกยอมรับเองเลยว่า เป็นคนต่อสายแลกเปลี่ยนข้อมูลกับสื่อออสซี ขยี้ปมของ ร.อ.ธรรมนัสเองเป้ากระแทกชิ่ง “บิ๊กตู่” ไขก๊อก รับผิดชอบการตั้งรัฐมนตรีอื้อฉาวโดยรูปเกมที่เดาทางได้เลยว่า เป็นการ “ขุดบ่อล่อปลา” เพราะช็อตแรก ร.อ.ธรรมนัส ได้ชี้แจงในสภา ปฏิเสธไม่ได้ติดคุก แต่เป็นแค่กระบวนการ “กักตัว” พยาน ขณะที่สถานการณ์ยังลามต่อเนื่องไปเรื่องปมวุฒิการศึกษา มีการตั้งแง่สงสัย “ผู้กองธรรมนัส” ใช้ปริญญาด็อกเตอร์ปลอมนั่นก็ทำให้เจ้าตัวโชว์ทรานสคริปต์ แต่ก็ยังโดนจับผิด ปมมหาวิทยาลัยประเทศ “วานูอาตู”ตามฟอร์ม “ผู้กองธรรมนัส” ขู่ฟ้องกราวรูดแน่นอนในทางกฎหมายต้องพิสูจน์กัน ร.อ.ธรรมนัสพัวพันยาเสพติดจริงหรือไม่ ติดคุกจริงหรือแค่โดนกักตัว ใบปริญญาเอกมหาวิทยาลัยจริงหรือกำมะลอแต่ในมุมของกระแสทางการเมือง มาถึงตรงนี้ต้องยอมรับไหลลึก กู่ไม่กลับกับสารพัดเครื่องหมายคำถาม ตามรูปเกม “ยิ่งดิ้นยิ่งเข้าเนื้อ”เหนืออื่นใด ถ้าไม่ “ตัดตอน” เชื้อโรคร้ายเสี่ยงลามถึง “บิ๊กตู่” ในภาวะที่รัฐบาลเจอสารพัดโรครุมเร้าเงื่อนไขสถานการณ์บีบคั้น วัดใจผู้นำจะกล้าเฉือนทิ้ง “มือดีล” คนสำคัญประคองภูมิคุ้มกัน เพื่อรักษาชีวิตหรือไม่."ทีมการเมือง"