ไปให้ถูกทิศถูกทางสถานการณ์โลก ณ วันนี้แม้จะตึงๆอยู่บ้าง แต่คงยังไม่ถึงขนาดว่าโลกจะแตก เพราะเหตุขัดแย้งระหว่างประเทศมหาอำนาจเป็นเพียงเปิดสงครามการค้า โดยเฉพาะของ 2 มหาอำนาจคือ สหรัฐฯกับจีน ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็ต้องต่อสู้กันเพื่อชิงความได้เปรียบสหรัฐอเมริกาในนามของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีแบบ “บ้าก็บ้าวะ” เป็นผู้จุดชนวนปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในโลกนี้ทั้งปัญหาค้างเก่าแล้วมาก่อปัญหาใหม่เหล่านี้พอจะมองไปให้ไกลถึงอนาคตข้างหน้าแล้วน่าจะคาดการณ์ไปในทิศทางเดียวกันได้ว่าไม่แคล้วที่จะต้องเกิดเหตุใหญ่ในโลกในอีกไม่กี่ปีแน่ปัญหาเศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้นนั้นอย่างที่ปรากฏมาล้วนเริ่มจากเรื่องนี้เป็นหลัก เมื่อเกิดความขัดแย้งด้านผลประโยชน์ก็จะต่อสู้กันอย่างต่อเนื่องพูดง่ายๆ ยกระดับความขัดแย้งที่พัฒนาไปสู่จุดสุดท้ายสงครามโลกครั้งที่ 1 สงครามโลกครั้งที่ 2 ก็เข้าลักษณะนี้ แม้เหตุจะเกิดที่ประเทศเล็กๆ แล้วก็นำไปสู่การต่อสู้ด้วยอาวุธเปิดสงครามสาดใส่กันไปทั้งโลกตัวละครที่มีบทบาทก็ล้วนมาจากประเทศมหาอำนาจ ซึ่งเป็นคู่ต่อสู้ตัวจริงอยู่ที่ว่าประเทศไหนจะร่วมกับฝ่ายไหนเท่านั้น“เยอรมนี-ญี่ปุ่น” จับคู่กันในสงครามโลกทั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมาเพื่อสู้รบกับประเทศอื่นๆ ส่วนใหญ่เป็นชาติตะวันตกนั่นแหละ“สหรัฐฯ” นั้นมักจะมาทีหลังแต่ดังกว่าเสมอ เนื่องจากมีความครบเครื่องทุกอย่างโดยเฉพาะยุทโธปกรณ์เหนือกว่าชาติอื่นๆหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐอเมริกาจึงพัฒนาตัวเองเป็นมหาอำนาจเบอร์ 1 ของโลกเกือบทุกด้านจึงแสดงบทบาทเป็น “เจ้าโลก” มาอย่างยาวนานมี “อำนาจ” ก็ต้องใช้เพียงแต่ว่าใช้ไปในทางดีหรือเลว...เท่านั้นที่เห็นและเป็นอยู่อิทธิพลและการใช้อำนาจของสหรัฐฯนั้นเบ่งบานไปทั่วโลกหาพวกหาผลประโยชน์จนทำให้โลกวุ่นวายมาตลอดคือใช้อำนาจและทำตัวเป็นผู้ตัดสินเองไม่ต่างไปจากผู้พิพากษา ทำนองว่าทำผิดก็ไม่ผิดมีองค์กรที่มีบทบาทระดับโลก ซึ่งสหรัฐฯชี้นำเป็นเครื่องมือสำคัญวันนี้สหรัฐฯเจอคู่ต่อสู้และเป็นคู่แข่งเพื่อช่วงชิงความเป็นมหาอำนาจลำดับที่ 1“จีน” ถือเป็นศัตรูตัวฉกาจในสายตาของสหรัฐฯแม้จะมีรัสเซียเป็นอีกประเทศหนึ่งที่สหรัฐฯจัดให้เป็น “ศัตรูลำดับที่ 2”แต่ทว่าจีนนั้นมีพัฒนาการที่เติบใหญ่อย่างก้าวกระโดดโดยเฉพาะเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่ใกล้เคียงกันและพร้อมที่จะไล่มาสู่ลำดับที่หนึ่งมิหนําซํ้าด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัยซึ่งถือว่าเป็น “หัวใจ” สำคัญในโลกยุคใหม่ ก่อนหน้านั้นจีนไม่มีความสามารถเพียงพอในด้านนี้ ว่ากันว่าได้แต่ “ก๊อบปี้” จากชาติตะวันตกมาตลอดแต่พอตั้งหลักได้จนทำท่าจะแซงด้วยซํ้าไปตรงนี้...กระมังที่สหรัฐฯคิดหนักเพราะขืนปล่อยให้จีนลื่นไหลไปอย่างนี้เท่ากับว่าทันกันแล้วและจะก้าวข้ามไปอีกจึงเป็นความจำเป็นที่สหรัฐฯต้องเปิดฉากสงครามการค้าอย่างมีจังหวะก้าวคือไปทีละขั้นละตอนเพื่อ “ทุบหม้อข้าว” จีนด้วยการสร้างความปั่นป่วนด้านเศรษฐกิจแม้จะมีผลกระทบต่อสหรัฐฯบ้างเมื่อช้างสารชนกันอย่างนี้โลกก็ต้องเดือดร้อนไปตามๆกัน.“สายล่อฟ้า”