ในยามที่เศรษฐกิจทั่วโลกกำลังเข้าสู่ภาวะถดถอย ผู้บริหารทุกประเทศต่างงัดกลยุทธ์ทุกท่าออกมาใช้ เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจและแก้ปัญหาปากท้องความเป็นอยู่ ของไทยเรานี่หนักกว่าเพื่อน เพราะมีหนี้ครัวเรือนสูงเป็นอันดับ 11 ของโลก และเป็นแชมป์ความเหลื่อมล้ำสูงที่สุดในโลก (ตามข้อมูลของ CS Global Wealth Report 2018 ที่ออกมาเมื่อเดือน ต.ค.2561) เมื่อความเหลื่อมล้ำถูกซ้ำเติมด้วยปัญหาเศรษฐกิจ คนจนที่อยู่ฐานรากก็ยิ่งลำบากเข้าไปใหญ่สมัยรัฐบาลบิ๊กตู่ 1 ที่มีสโลแกนติดปาก “จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” เคยใช้กลไกภาครัฐเข้าไปขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างคึกคัก บูมตลาดประชารัฐ สินค้าชุมชน ผลิตภัณฑ์โอทอปยอดขายเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า พัฒนาเป็นโอทอปเทรดเดอร์ และมีโครงการชุมชนท่องเที่ยว โอทอปนวัตวิถี รวมทั้งตั้งบริษัทประชารัฐรักสามัคคี ตามแนวทางวิสาหกิจเพื่อสังคม Social Enterprise (SE) รัฐสนับสนุน เอกชนขับเคลื่อน ประชาชนลงมือทำน่าเสียดายแนวทางดีๆเหล่านี้ที่ตอกเสาเข็มไว้ตั้งแต่สมัย คุณอภิชาติ โตดิลกเวชช์ เป็น อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน และเป็นเลขานุการคณะทำงานขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก กลับไม่ได้รับการสานต่ออย่างจริงจัง ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาแทบไม่มีการขับเคลื่อนต่อยอดเลย ทั้งๆที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้มีข้อมูลงานวิจัยของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ศึกษา ห่วงโซ่การผลิต ของสินค้าโอทอปหลายจังหวัด เช่น ขนมหวานเพชรบุรี เครื่องแกง นครศรีธรรมราช ไม้ไผ่ปราจีนบุรี ไล่ตั้งแต่ผู้ผลิต คนกลาง คนรวบรวมสินค้า คนแปรรูป ไปจนถึงผู้ซื้อ พบว่า สินค้าที่ผู้ซื้อจ่ายเงินไป 100 บาท ผู้ผลิตได้เพียง 5-10 บาท ส่วนคนกลาง คนรวบรวมสินค้า คนแปรรูป ได้กัน 20-30 บาท ฉะนั้นตราบใดที่ยังไม่ได้แก้ไขโครงสร้างการผลิต เกษตรกรกับผู้ผลิตต้นน้ำก็เสียเปรียบอยู่วันยังค่ำอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ชาวบ้านยังรู้สึกว่าไม่ค่อยมีเงินในกระเป๋าคือเงินไม่หมุนเวียนอยู่ในระบบ ตามทฤษฎีเมื่อรัฐอัดฉีดเงินเข้าระบบ จะต้องมีเงินหมุนเวียนอย่างน้อย 3-4 รอบ รัฐบาลทำถูกแล้วที่อัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เสียดายที่บัตรคนจนให้เงินชาวบ้านไปซื้อ สินค้าโรงงาน ไม่ใช่ สินค้าชุมชน ชาวบ้านเอาไปรูดซื้อแปรงสีฟัน น้ำมันพืช น้ำตาลทราย รูดบัตรปุ๊บ เงินเข้ามาใน กทม.ปั๊บ เงินหมุนรอบเดียว ไม่ได้หมุน 3-4 รอบ เพราะไม่ได้อุดหนุนสินค้าในชุมชน เม็ดเงินกระจายไม่ทั่วถึง เกิดประสิทธิผลน้อยกว่าที่ควรจะเป็นเมื่อไหร่ที่รัฐบาลแก้ไขโครงสร้างการผลิตสำเร็จ และทำให้เงินหมุนเวียนในระบบได้ ชาวบ้านก็จะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ความเหลื่อมล้ำย่อมลดลง และหากจะทำให้เกิดความยั่งยืน ก็ควรส่งเสริมผลักดันแนวทาง SE และ โอทอปเทรดเดอร์ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดตอนนี้ พ.ร.บ.ส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว อยู่ระหว่างออกกฎหมายลูกมารองรับ ภาคเอกชนยักษ์ใหญ่ทั้งหลายพร้อมให้ความร่วมมือเต็มที่ ขอเพียงภาครัฐส่งเสริมจริงจัง และชาวบ้านมีใจสู้ไม่ท้อ ที่สำคัญวิสาหกิจเพื่อสังคมเป็นองค์กรที่ไม่เน้นกำไรทางธุรกิจ แต่เอาผลกำไรมาตอบแทนคืนสู่ชุมชนส่วนโอทอปเทรดเดอร์ตอนนี้มี 60 กว่าจังหวัดแล้ว ทำให้ลดอุปสรรคด้านการขนส่งและการกระจายสินค้า สามารถถ่ายเทแลกเปลี่ยนสินค้ากันได้ทั่วถึง เช่นมังคุดภาคใต้กิโลกรัมละ 30 บาท ส่งไปขายภาคเหนือกิโลกรัมละ 50 บาทก็มีคนซื้อกิน เดิมตลาดขายสินค้าอาจอยู่แค่ในชุมชน กำลังซื้อไม่มาก แต่พอมีเทรดเดอร์ทำให้ตลาดใหญ่ขึ้น ส่งไปขายหมุนเวียนได้ทั่วประเทศเคยมีหลายครั้งที่บริษัทประชารัฐรักสามัคคีเข้าไปช่วยแก้ปัญหาสินค้าชุมชน บิ๊กตู่คงยังจำได้ไม่ลืม ส่วนโอทอปเทรดเดอร์ก็แข็งแรงขึ้นมาก เริ่มออกไปเจาะตลาดต่างประเทศแล้ว ถ้าบิ๊กตู่ส่งเสริมสนับสนุนแนวทางนี้ต่อ ชาวบ้านฐานรากจะมีเงินในกระเป๋าทันที.ลมกรด