แสงแรกของดวงอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้า หลังจากเราใช้เวลาทั้งคืนบน เรือ Sun Way ที่ทาง Tourism Board ของบังกลาเทศ จัดให้ล่องมาตามแม่น้ำคงคา หรือที่ชาวอินเดียและบังกลาเทศเรียกว่า Ganges แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดู ที่มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาหิมาลัย ไหลผ่านทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียไปทางตะวันออก และยังเป็นแม่น้ำสายหลักที่หล่อเลี้ยงผู้คนทั้งในอินเดียและบังกลาเทศด้วย ระหว่างทางของการล่องแม่น้ำคงคา เพื่อเดินทางสู่ “ซุนดาบันส์” (Sundarbans) ป่าชายเลนผืนใหญ่ของโลก ที่ซึ่งนักเดินทางจำนวนไม่น้อยลงความเห็นว่า นอกจากจะเป็นสถานที่อันตรายที่สุดริมฝั่งแม่น้ำ Ganges แล้วมันยังมีความลี้ลับชวนให้ค้นหาไม่ใช่แค่ลักษณะพื้นที่ที่เป็นเหมือนเขาวงกตเท่านั้น แต่ทั้งเรื่องจริงและนิยายปรัมปราในซุนดาบันส์ล้วนตื่นเต้น ท้าทาย ควรค่าแก่การเดินทางมาพิสูจน์ ระหว่างทางสู่ซุนดาบันส์ก็มีเสน่ห์ไม่น้อย เราได้เห็นวิถีการหาปลาแบบดั้งเดิมของชาวเบงกาลี ที่ใช้ นาก หรือ Swordfish ซึ่งเป็นสัตว์บกแต่สามารถว่ายน้ำและหากินในน้ำได้อย่างคล่องแคล่ว การเลี้ยงกบเพื่อช่วยควบคุมจำนวนแมลง รวมไปถึงหอยทากแอปเปิ้ลยักษ์ที่กินสาหร่ายปกคลุมทุ่งหญ้า ที่ช่วยเพิ่มสารอาหารในดินและกำจัดศัตรูพืชเรือลำใหญ่ค่อยๆแล่นเข้าสู่ท่าเรือในเขตป่าซุนดาบันส์ Moniruzzaman Masum ผู้บริหารจาก Tourism Windows ปลุกทุกคนจากห้องนอนเล็กๆภายในเรือ “เตรียมกล้องถ่ายรูปของพวกคุณให้พร้อมนะครับ ถ้าโชคดีเราอาจจะเจอเจ้าบ้านที่นี่” เขาพูดพร้อมกับรอยยิ้มเห็นฟันขาวเจ้าบ้านที่ Masum บอก น่าจะหมายถึง เสือโคร่งเบงกอล เจ้าป่าแห่งอ่าวเบงกอล ที่กินพื้นที่ทั้งในอินเดียและบังกลาเทศ“เราจะเจอเสือมั้ยคะ” จี ยอง หรือที่พวกเราเรียกเธอว่า จู นักข่าวสาวจากเกาหลีใต้ถาม...“ไม่แน่ครับ” Masum บอก เรียกเสียงหัวเราะจากนักข่าวอีกกว่า 10 ชีวิตจากหลายประเทศเราลงจากเรือใหญ่ เพื่อนั่งเรือลำเล็กเข้าสู่ท่าเรือของอุทยานแห่งชาติซุนดาบันส์ ที่นอกจาก เสือโคร่ง แล้ว ที่นี่ยังมี จระเข้น้ำเค็ม งูเหลือมอินเดีย รวมไปถึงผึ้งยักษ์ที่กินน้ำหวานจากดอกของต้นโกงกาง สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มากกว่า 50 สายพันธุ์ นกท้องถิ่นและนกอพยพมากกว่า 320 สายพันธุ์ สัตว์เลื้อยคลานประมาณ 50 สายพันธุ์ สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำอีกราว 8 สายพันธุ์ และปลามากกว่า 400 ชนิด เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติซุนดาบันส์ ถือปืนยาวไรเฟิล มาคอยคุ้มกันบรรดาสื่อมวลชน ที่พากันยิงชัตเตอร์รัวสนั่นลั่นป่า พร้อมกับเตือนว่าให้ทุกคนเดินรวมกลุ่มตามเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด ห้ามแตกแถวเด็ดขาด และที่สำคัญห้ามส่งเสียงดังเราค่อยๆเดินเข้าไปเรื่อยๆในป่าซุนดาบันส์ ระบบนิเวศชายเลนขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ครอบคลุมพื้นที่ราว 12 ล้านไร่ ทั้งข้ามและเดินผ่านรากไม้แสม และโกงกาง ซึ่งเป็นพืชที่พบได้มากทั้งในป่าซุนดาบันส์และป่าชายเลนทั่วไป เจ้าหน้าที่ส่งสัญญาณให้พวกเราทำตัวให้เงียบที่สุด เมื่อเห็นกวางลายจุดหรือกวางดาวฝูงใหญ่ สัตว์อีกชนิดที่พบมากในป่าแห่งนี้ พากันออกมาเล็มหญ้าและดูดกินน้ำหวาน รวมไปถึงน้ำค้างยอดหญ้า ที่กำลังจะถูกแสงแดดแผดเผาจนแห้งเหือดหายไประหว่างที่ทุกคนกำลังตื่นเต้นกับฝูงกวาง ใครบางคนในกลุ่มชี้ให้ดูรอยเท้าเสือขนาดใหญ่ บนดินโคลนที่ยังชื้นแฉะอยู่ เจ้าหน้าที่อุทยานกระซิบเบาๆว่า น่าจะเป็นรอยเท้าเสือเบงกอลเต็มวัย ที่อาจจะออกมาหาอาหารหรือกินดินโป่งเมื่อคืนนี้ “ถ้าพวกกวางออกมาเล็มหญ้าเยอะขนาดนี้ ผมคิดว่าเราไม่น่าจะเจอเสือ เพราะพวกกวางจะรู้จักกลิ่นของเสือเป็นอย่างดี และมันจะไม่ออกมาหากินถ้าได้กลิ่นเสืออยู่ใกล้ๆ”ความรู้สึกของเราตอนนี้ ไม่รู้ว่าดีใจหรือเสียใจ แต่น่าจะเป็นอย่างแรกมากกว่า เพราะการเดินทางมาในที่ที่เราไม่คุ้นเคย การเสี่ยงอันตรายมากๆก็อาจจะดูน่าตื่นเต้นจนเกินไป พวกเราเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ ไม่มีเสียงพูดคุย นอกจากเสียงชัตเตอร์จากกล้องถ่ายรูปเบาๆ เป็นระยะๆ เถาวัลย์ใหญ่ยักษ์พาดผ่าน กั้นเป็นแนวที่บางครั้งเราอาจต้องข้ามหรือลอดเถาวัลย์ยักษ์เป็นระยะๆแล้วเราก็มาถึงธารน้ำใหญ่ในป่าชายเลนที่ไหลออกสู่ปากแม่น้ำคงคา แดดเริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ เจ้าหน้าที่ให้พวกเรารีบถ่ายรูปและกลับออกจากป่า เพื่อเดินทางกลับ ซึ่งเราต้องใช้เวลาอีกมากกว่า 7-8 ชั่วโมงในการเดินทางสู่เมืองคูลนา ก่อนที่จะบินกลับเข้าสู่กรุงธากา ซึ่งคาดว่าน่าจะถึงในตอนค่ำ การเดินทางสู่ซุนดาบันส์คราวนี้ แม้เราจะไม่ได้เจอกับเสือเบงกอลสัญลักษณ์ของบังกลาเทศ แต่การเดินทางข้ามคืนล่องแม่น้ำคงคา เพื่อสัมผัสกับความสงบอันลึกลับของซุนดาบันส์ก็ถือว่าคุ้มค่าที่สุดแล้วMasum บอกว่า การเดินทางมาซุนดาบันส์จากฝั่งบังกลาเทศ อาจจะดูยุ่งยากกว่าการเดินทางจากโกลกัตตา ของอินเดีย แต่ก็ท้าทาย ส่วนใหญ่แล้วนักท่องเที่ยวจะบินจากธากาไปลงที่เจสโซเร และขึ้นรถบัสต่อมายังคูลนา ซึ่งถือว่าเป็นประตูสู่ซุนดาบันส์ ก่อนจะล่องเรือเข้ามายังซุนดาบันส์ หรือถ้ามีเวลามากหน่อย อาจจะนั่งรถไฟหรือรถบัสจากธากามายังคูลนาเลยก็ได้ ช่วงเวลาที่เหมาะในการเดินทาง คือช่วงฤดูหนาวที่มีอากาศเย็น ตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ หลังจากเดือนกุมภาพันธ์อุณหภูมิจะร้อนขึ้น แต่ในช่วงฤดูฝนไม่แนะนำเด็ดขาด เพราะหากเกิดมรสุมอาจจะมีความเสี่ยงจากน้ำท่วมและพายุไซโคลนได้เรากลับมาถึงธากาในช่วงค่ำจริงๆ Tourism Board จัดอาหารรอต้อนรับ พร้อมกับเชื้อเชิญให้เรากลับมาเยือนบังกลาเทศอีกครั้ง ถ้ามีโอกาสอามาร์ โซนาร์ บังลา......ฉันรักเธอนะ...บังกลาเทศ!!!